13.9.63

อีก 3 ปีข้างหน้า คน 5 ประเภทนี้ จะไม่มีงานทำ จะใช้ชีวิตลำบาก

 


อีก 3 ปีข้างหน้า คน 5 ประเภทนี้ จะไม่มีงานทำ จะใช้ชีวิตลำบาก

    เมื่อทุกวันนี้เศรษฐกิจบ้านเรานั้นก็ย่่ำแย่ และโรงงานอุตสาหกรรมก็นำหุ่นยนต์เข้ามาทำงานกัน มาขึ้น ทำให้ผลผลิตได้เร็ว และวันนี้เราก็มีบทความเกี่ยวกับ อีก 3 ปีข้างหน้า คน 5 ประเภทนี้ จะไม่มีงานทำ จะใช้ชีวิตลำบาก ไปดุกันว่าคนแบบไหนที่จะตกงานไม่มีงานทำในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้

อีกไม่กี่ปีข้างหน้า หลายๆคนอาจจะต้องถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ และต้องถูกเลิกจ้าง อาจารย์ Li Kaifu เคยกล่าวเอาไว้ว่า‘ ภายใน 3-5 ปีข้างหน้าบริษัทจะเริ่มทะยอยปลดพนักงานออกเพื่อลดค่าใช้จ่าย และ อีก 10 ปีข้างหน้า งานกว่า 50% ของมนุษย์จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์  เราก็เห็นว่า ในหลายๆโรงงาน หลายๆบริษัทเริ่มใช้หุ่นยนต์และเครื่งอจักรทำงานแทนเป็นการลดค่าใช้จ่ายและลดปัญหาต่างๆได้มาก เพราะหุ่นยนต์ไม่เคยบ่น หากใครยังไม่คิดจะปรับตัว ก็อาจจะอยู่ยาก และลำบากมากขึ้น คน 5 ประเภท ที่อาจจะอยู่ย ากและลำบากขึ้น

1. คนที่ไม่รู้จักวิธีการลงทุนในตัวเอง

หลายคนมักจะถูกสอนให้รู้จักประหยัดอดออม เพื่อที่วันข้างหน้าจะได้ไม่ลำบาก แต่ไม่ค่อยสอนให้รู้จักหาเงินสร้างรายได้ให้มากขึ้น หากเราใช้เวลา 1 ปี เพื่อให้มีเงินเก็บ 1 แสน เท่ากับว่า 10 ปี เราจะมีเงินเก็บ 1 ล้าน

แต่แบบนั้นไม่ได้เรียกว่าคุณเก่ง เพราะคุณต้องใช้เวลาถึง 10 ปี เพื่อเก็บเงิน 1 ล้าน ในขณะที่บางคนอาจจะหาได้ในปีเดียว ดังนั้นสิ่งที่สำคัญในการนำไปสู่ความมั่งคั่ง ไม่ใช่การอ ดออม แต่เป็นการที่เรารู้จักลงทุนกับตัวเองให้ถูกทางคุณก็จะได้กลับคืน มามากกว่านั้นหล า ยเท่า บางคนจ่ายเงินเพื่อ "ไปเข้าฟิตเนสออกกำลังกาย" จนมีไอเดียและช่องทางที่จะทำธุรกิจ ขายอาหารเสริมสำหรับคนรักสุขภาพ หรือเปิดยิมเป็นของตัวเองแถมยังมีลูกค้าที่เจอในฟิตเนสตอนไปออกกำลังกายอีก บางคนจ่ายเงินเพื่อ"ออกเดินทางเที่ยวรอบโลก" ทำให้ได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น ได้เห็นธุรกิจใหม่ๆที่ต่างประเทศ

ที่ไม่มีในประเทศตัวเอง แล้วก็นำกลับมาต่อยอ ดที่บ้านตัวเอง เวลา จะช่วยบอกเอง ว่าเงินที่คุณลงทุนไปกับตัวเอง มันทำให้คุณได้อะไรกลับมาบ้างและมันทำให้คุณมีคุณค่าเพิ่มมากขึ้นได้หรือเปล่า หาเงินได้เยอะขึ้นหรือเปล่า และมันจะเป็นการลงทุนที่ประสบความสำเร็จ แต่ถึงมันจะไม่สำเร็จ แต่มันก็จะให้ประสบการณ์ที่หาซื้ อที่ไหนไม่ได้กับคุณอยู่ดี

2. คนที่ทำงานกับคนอื่นไม่เป็น

มีบริษัทต่างช าติแห่งหนึ่ง กำลังรับสมัครพนักงาน และมีผู้มาสมัครงาน 6 คน ก่อนรับเข้าทำงาน ทางบริษัทจึงได้ให้เงินจำนวน 75 บาท แก่ผู้สมัครงานทั้ง 6 คน เพื่อไปซื้ อข้าวกินด้วยกันในงบที่ให้ไป

แต่เมื่อไปถึงร้าน ข้าวจานหนึ่งอย่ างต่ำก็ 15 บาทแล้ว และเงินที่ให้มานั้นไม่พอที่จะซื้ อข้าวคนละจานได้แน่ๆ จึงพากันกลับไปที่บริษัท และเมื่อถึงบริษัท ประธานรู้เข้าก็ถึงกลับส่ายหัว แล้วพูดว่า ‘ขอโทษด้วย ผมรับพวกคุณเข้าทำงานไม่ได้จริงๆพวกคุณไม่เหมาะกับบริษัทของเรา’ เหตุผลก็เพราะว่า…ร้านอาหารร้านนั้นมีโปรโมชั่นซื้ อ 5 แถม 1 ซึ่งทั้ง 6 คนไม่มีใครรู้ หรืออ่านรายละเอียดเลย มันแสดงถึงความไม่ใส่ใจ และถึงแม้จะไม่มีโปรโมชั่น ก็ยังสามารถซื้ อข้าวมา 5 จาน

แล้วแบ่งใส่เพิ่มอีก 1 จานได้ แต่ผู้สมัครทั้ง 6 คน ไม่มีใครคิดว่ามาด้วยกัน จึงไม่มีความเป็นทีม มีแต่คิดถึงตัวเอง หากเข้ามาอยู่ในองค์กรก็จะไม่รู้จักการทำงานเป็นทีม และนั่นก็คงไม่ต่างกับการทำงานแบบหุ่นยนต์

3. คนที่ทำงานแบบเดิมๆซ้ำๆ

หลายคนชอบงานที่ทำแบบซ้ำๆเดิมๆทุกวัน เพราะไม่ต้องคิดอะไรมากมายให้ป ว ดหัว เช่น การแพ็คของ เรียงสินค้า งานที่อาศัยการจับวาง ไม่ได้มีการคิดวิเคราะห์ หรือการตัดสินใจ เป็นการทำงานแบบหุ่นยนต์ก็คงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ ที่วันหนึ่งจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ เพราะหุ่นยนต์ไม่เคยหยุดงาน ไม่อู่งาน ไม่ต้องพักกินข้าว หรือเรียกร้องขึ้นเงินเดือน หรือสวัสดิการอะไรเพิ่ม ปัญหาก็น้อยลงต ามไปด้วย

4. คนที่จบงาน ก็ไม่เรียนรู้อะไรอีกแล้ว

โดยเฉลี่ยนคนเราจะใช้เวลาทำงานวันละ 8 ชั่ วโมง ซึ่งมีคนรู้จักที่ได้ทำงานอยู่ในโกดังแห่งหนึ่ง หน้าที่ของเขาคือ การเช็คจำนวนสินค้าในคลัง ซึ่งเป็นงานง่ายๆที่ไม่ต้องใช้ทักษะอะไรมากมาย เสี่ยงที่จะถูกหุ่นยนต์มาแทนที่ในอนาคต แต่ในการทำงานปีแรกของเขา มีของที่ถูกส่ งมาเป็นจำนวน มาก และหลังเลิกงาน เขาจะใช้เวลาในการค้นหาข้ อมูลเพิม่เติม เขาค้นพบว่า ของบางอย่ างเป็นที่ต้องการในตลาดอย่างมาก

และด้วยความที่เขาทำงานในแวดวงนี้ ทำให้เขาหาแหล่งผลิตที่ได้ต้นทุนในร า ค าถูก จากนั้นเขาก็เริ่มสั่งสินค้ามาข า ยในออนไลน์ และก็ยังคงทำงานในโกดังเหมือนเดิม ผ่ านไป 3 ปี ธุรกิจค้าข า ยออนไลน์ของเขาเติบโตอย่ างรวดเร็ว ภายในเวลา 7 ปี

เขาก็สามารถเปิดกิจการเป็นของตัวเองได้ นอกเหนือเวลาทำงาน 8 ชั่ วโมง เขายังคงทำงานและเรียนรู้เพิ่มเติม นี่คือสิ่งที่แตกต่างกับคนอื่นๆ เขาไม่เคยหยุดเรียนรู้นอกเหนือจาก 8 ชั่ วโมงในเวลาทำงาน

ทำให้เขาเติบโตและไปได้ไกลกว่าคนอื่น และด้วยยุคสมัยนี้ที่อินเตอร์เน็ตเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน เป็นแหล่งที่จะหาความรู้เพิ่มเติมได้ทุกวัน มันขึ้นอยู่ที่ว่าคุณจะมองหาโอกาสและลงมือทำ หรือจะปล่อยเวลาแต่ละวันไป ได้ใช้เวลาพักผ่อนแค่หลังเลิกงานแปบเดียว ก็ต้องกลับไปทำงานเป็นลูกจ้างต่อ รอเวลาที่จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์

5. คนที่มองอะไรสั้นๆ ไม่มองไปข้างหน้า

นาย A และ นาย B ได้เข้าไปฝึกงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง และเมื่อเรียนจบ ก็ได้ไปทำงานในบริษัทนั้น แต่บริษัทได้เสนอให้ทั้ง 2 ไปศึกษาดูงานที่สำนักต่างประเทศเป็นเวลา 2 ปี โดยได้เงินเดือนแค่ครึ่งเดียวและไม่มีค่าคอมมิชชั่นให้ นาย A รู้สึกว่าเงินเดือนที่ได้ น้อยเกินไปและยังต้องลำบากไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ ไม่มีเพื่อนฝูงอีก จึงตัดสินใจที่จะไม่ไป ในขณะที่นาย B ตัดสินใจไปศึกษางานที่ต่างประเทศ

เพราะคิดว่าได้ไปหาประสบการณ์ก็คุ้มแล้ว แต่นี่ยังได้เงินเดือนอีกตั้งครึ่งหนึ่ง เมื่อผ่ านไป 2 ปี นาย A ยังคงทำงานที่ตำแหน่งเดิม เงินเดือนขยับขึ้น มานิดหน่อย ในขณะที่นาย B ได้กลับมาเป็นหัวหน้าคนใหม่ของบริษัทและมีรายได้หลักแสนต่อเดือน ซึ่งมากกว่านาย A ถึง 5 เท่า เรื่งอนี้ไม่ใช่ว่า นายA ตัดสินใจผิดพลาด หรือนาย B ตัดสินใจถูก แต่เป็นเพราะว่าทั้งคู่ต่างเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง ในมุมมองของตัวเอง แต่เมื่อเวลาผ่ านไป



ทุกอย่างจะเป็นข้ อพิสูจน์ว่า การตัดสินใจในอดีตของเรา จะพาเราก้าวไปข้างหน้าได้มากน้อยแค่ไหน จากตัวอย่างที่ได้หยิบยกขึ้น มาให้ดูกัน ไม่ได้เจาะจงที่อาชีพใด หรืองานแบบไหน แต่ทุกอาชีพล้วนมีโอกาสตกงาน

และมีโอกาสถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์หมด หากความสามารถของคุณยังมีได้เท่าหุ่นยนต์ แต่ทัศนคติของคุณต่างหาก ที่มีความแตกต่างจากหุ่นยนต์ มันจะเป็นตัวตัดสินว่า คุณจะถูกแทนที่ หรือได้ไปต่อในที่นี้ ยุคสมัยเปลี่ยน เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ตลอ ด เราเป็น มนุษย์ ต้องรู้จักการเอาตัวรอ ด รู้จักเรียนรู้และปรับตัว แก้ไขข้ อบกพร่อง และพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้ไปได้ไกลกว่าหุ่นยนต์




ที่มา bitcoretech

Previous Post
Next Post

post written by: