13.7.63

อยากมีอนาคตที่สดใส อย่าเข้าทำงานในบริษัท 7 ประเภทนี้



อยากมีอนาคตที่สดใส อย่าเข้าทำงานในบริษัท 7 ประเภทนี้


หากคุณกำลังจะตกงานแล้วยังหางานไม่ได้ หรือถ้าคุณทำงานอยู่แล้วเริ่มรู้สึกเบื่องาน อยากหางานใหม่ คุณควรตัดสินใจเลือกบริษัทที่จะทำงานด้วยให้ดีเพราะว่าการหางาน ไม่ได้มีเพียงปัจจัยในเรื่องของเงิน และหน้าที่การงานเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องที่ต้องคิดเกี่ยวกับตัว “บริษัท” ที่เราจำต้องไปร่วมงานอีกด้วย
ซึ่งก่อนที่จะยื่นสมัคร หรือตอบตกลงทำงานกับบริษัทใด แม้ว่าเงินเดือนจะมากกว่างานที่คุณทำอยู่ หรือตำแหน่งงานน่าสนใจมากก็ตาม

คุณก็ควรจะสังเกตดูให้ดีก่อน ว่าบริษัทที่กำลังสมัครอยู่นั้น เข้าข่ายบริษัทที่ไม่ควรทำงานด้วย 7 ประเภทนี้หรือเปล่า

1. บริษัทที่คนลาออกบ่อย
สังเกตอย่างไร : มีการลงประกาศรับสมัครงานตำแหน่งสำคัญ ๆ ตามเว็บไซต์บ่อย ๆ หรือบริษัทที่คุณเข้าไปทำงานอาทิตย์แรก มีแต่คนพูดว่าจะลาออก ทั้งพูดเล่นพูดจริง
มันแย่แค่ไหน : ปกติแล้วบริษัทที่ดี ไม่ควรมีการเปิดรับสมัครตำแหน่งผู้จัดการ หรือผู้บริหารระดับสูงในทุก ๆ 6 เดือน ถ้าคุณเห็นบริษัทใดที่มีพฤติกรรมดังกล่าว แสดงว่าบริษัทนั้นกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก
ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ 3 สาเหตุคือ ผู้บริหารไม่มีความเป็นผู้นำที่ดี มีวัฒนธรรมองค์กรภายในที่ไม่สามารถดึงดูดคนดี ๆ ไว้ได้ หรือเป็นไปได้ว่าผู้บริหารระดับสูงมีเป้าหมายสั้นพอ ๆ กับระยะเวลาที่พนักงานอยู่ในบริษัท
ทำอย่างไร : บริษัทที่มีแต่คนลาออก มักไม่ทำตามข้อตกลงที่เคยบอกคุณไว้ เพราะฉะนั้นให้ทำใจไว้เลยว่า คุณอาจทำงานที่นี่ได้ไม่นานนัก เช่นเดียวกันกับคนอื่นที่เพิ่งลาออกไปก่อนคุณ

2. บริษัทที่มีวัฒนธรรมองค์กรขัดแย้งกันเอง
สังเกตอย่างไร : มีคนวงในหรือเพื่อนของเพื่อนคุณที่ทำงานในนั้น บ่นให้ฟังถึงบรรยากาศการทำงาน หรือมีคนรีวิวการทำงานตามบอร์ดสาธารณะอยู่เรื่อย ๆ
มันแย่แค่ไหน : บริษัทแบบนี้อาจจะไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้คุณ ไม่เลือกส่งใบสมัครมาตั้งแต่แรก แต่รับรองได้ว่ามันจะส่งผลกระทบ ต่อชีวิตการทำงานของคุณในระยะยาวแน่ ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพการทำงานของคุณ ไปจนถึงด้านการเงินของบริษัท
ทำอย่างไร : เลี่ยงได้ก็เลี่ยง พยายามอย่าตกลงปลงใจทำสัญญากับบริษัทแบบนี้ เพราะคุณอาจมีปัญหาในระยะยาว

3. บริษัทที่ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง
สังเกตอย่างไร : ภาพบรรยากาศการทำงานสุดคูล ออฟฟิศสุดเลิศ และแคมเปญโฆษณาที่ไม่มีใครเทียบได้ แต่พอเข้าไปทำงานจริง กลับกลายเป็นหนังคนละม้วน มีแค่ออฟฟิศของเจ้านายเท่านั้น
ที่สามารถเรียกว่าออฟฟิศได้ ส่วนตรงอื่นอย่าเรียกว่าออฟฟิศเลย นอกจากไฟฟ้าที่ไม่สว่าง และคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหาแล้ว ไม่ต้องพูดถึงมุมพักเบรคของพนักงาน ฝันไปซะเถอะ
มันแย่แค่ไหน : ก็เหมือนคุณเข้าเว็บจองโรงแรม ที่คุณไม่ได้มีโอกาสเห็นจริง ๆ ก่อน ในรูปดูสวยมาก แต่พอเข้าพักจริง ๆ แล้วต่างกันราวฟ้ากับเหว
แต่ที่น่ากังวลกว่าคือ โรงแรมคุณอยู่แค่ 2-3 คืน แต่บริษัทแบบนั้น คุณจะต้องอยู่กับมันอย่างน้อย 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ไปอีกอย่างน้อยครึ่งปี คิดดูว่าจะแย่แค่ไหน
ทำอย่างไร : หาอ่านรีวิวบริษัทให้ดี ก่อนตัดสินใจเข้าทำงานในที่ใดที่หนึ่ง แต่ทางที่ดีคุณควรหาคนรู้จักที่ทำงานอยู่ในนั้นแล้วถามซะ

4. บริษัทเน้นคุยงาน ไม่เน้นทำงาน
สังเกตอย่างไร : วัน ๆ ผู้บริหารเอาแต่ประชุม ๆ ไม่กระจายงาน ไม่ตัดสินใจอะไรสักอย่าง
มันแย่แค่ไหน : ลองคิดถึงว่าคุณต้องทำงาน ในบริษัทที่มีผู้บริหารระดับสูง 3 คน นั่งประชุมระดมความคิดกันเองอยู่ในห้องทั้งวัน แต่พอหมดวันพวกเขากลับลงเอย
แยกย้ายกันกลับบ้าน และคุณก็ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร หรือแย่กว่านั้นคือพวกเขากลับมาทวงงานคุณ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้ให้คุณทำอะไรทั้งวัน
ทำอย่างไร : ลองถามตัวคุณเองด้วยคำถามเหล่านี้ เช่น มีเฉพาะคนในเท่านั้นใช่มั้ยที่จะได้โปรโมท หรือบริษัทกำลังหาคนนอกเข้าไปทำงานตำแหน่งใหญ่หรือเปล่า หรือ “เอ๊ะ ทำไมมีผู้บริหารระดับ Vice Pressident เป็น 10 ทั้ง ๆ ที่ บริษัทมีพนักงานทั้งหมดแค่ 100 คน”
ถ้าคุณเกิดคำถามขณะดูรายละเอียดบริษัท นั่นแหละคือสัญญาณที่บอกว่าบริษัทนั้นเป็นบริษัทที่เน้นคุยงาน ไม่เน้นทำงาน ซึ่งถ้าคุณเลือกได้ก็อย่าเข้าไปทำงานกับบริษัทแบบนี้เลย

5. บริษัทที่เล่นไม่ซื่อกับคุณ
สังเกตอย่างไร : บริษัทที่คุณทำงานอยู่ไม่มีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน หรือไม่มีการเขียนอะไรเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของคุณที่ชัดเจน ไปจนถึงเป้าหมายระยะยาวของบริษัท หรือคุณอาจจะเห็นนายคุณเองที่เอาแต่สัญญาว่าจะโปรโมทคุณวันนั้นวันนี้ ระวังไว้ให้ดี​
มันแยแค่ไหน : ในโลกปัจจุบันที่ทุกคนถามหาความโปร่งใส เชื่อถือได้จากทุกองค์กร บริษัทต่าง ๆ จึงพยายามนำเสนอความโปร่งใส โดยการนำเสนอให้เห็นวัฒนธรรมองค์กร
เช่น การเปิดเผยสวัสดิการ หรือโบนัสต่าง ๆ จนกลายมาเป็นเหมือนคำมั่นสัญญา ที่บริษัทพยายามสร้างมาแข่งกัน ลองคิดดูว่าถ้า HR มาบอกว่าจะโปรโมทคุณปลายปีนี้
แต่พอปลายปีกลับทำเฉย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือบอสคุณบอกจะขึ้นเงินเดือนให้ปลายปี แต่พอถึงปลายปีกลับบอกว่าไว้กลางปีหน้า นั่นแหละคือที่มาของบริษัทที่เล่นไม่ซื่อกับคุณ
ทำอย่างไร : วางแผนหางานใหม่ และเตรียมตัวลาออกเลย เพราะมันไม่มีเหตุผลที่คุณจะทำงานกับบริษัทที่เอาแต่สัญญา และเล่นไม่ซื่อกับคุณ อยู่ไปชีวิตคุณคงย่ำอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ

6. บริษัทบอนไซ
สังเกตอย่างไร : คุณรู้สึกว่าคุณไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเลยจากงานที่ทำอยู่ทุกวัน ไม่มีการประเมินผลการทำงาน หรือคุณอาจจะโดนสั่งให้ทำงานนอกเหนือความรับผิดชอบตลอดเวลา
มันแย่แค่ไหน : คุณอาจจะคิดว่าเงินเดือนโอเค หน้าที่ที่คุณได้รับมอบหมายก็ไม่แย่ แต่พอคิด ๆ ดูอีกที ยิ่งทำงานนี้ไปเรื่อย ๆ คุณกลับไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเลย หนำซ้ำยังรู้สึกภูมิปัญญาลดน้อยถอยลง
จะขอไปเรียนต่อเหรอ ฝันไปเถอะ บริษัทบอนไซเหมาะมากกับคนที่ไม่อยากเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมอีกแล้ว พอแล้วกับสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่มีเป้าหมายในอนาคต ไม่อยากโตไปมากกว่านี้ ไม่มีใครอยากทำงานกับบริษัทแบบนี้แน่
ทำอย่างไร : ทำงานที่บริษัทบอนไซ หมายถึง สัญญาณที่คุณจะต้องลาออกมาเข้าสู่วัฏจักร หางาน สมัครงาน ใน 12 เดือน 18 เดือนแน่นอน เพราะบอนไซคือต้นไม้ที่ถูกตัดและเลี้ยงไว้ไม่ให้โตไปมากกว่านี้ หรือพูดอีกอย่างคือ “ไม่ตา ยก็เลี้ยงไม่โต”

7. บริษัทที่ไม่มีอนาคต ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร
สังเกตอย่างไร : บริษัทคุณไม่มีแผนอะไรเลย ไม่ว่าระยะสั้น ระยะยาว ระยะไหน ๆ ไม่ว่าคุณจะไปถามใครในบริษัทก็ไม่มีใครรู้ แม้กระทั่งหัวหน้าคุณเอง
มันแย่แค่ไหน : บริษัทที่เปรียบเสมือนไททานิค ที่ล่องไปในมหาสมุทรกว้างใหญ่ ดูแล้วไม่มีอนาคตแบบนี้ ก็เหมือนบริษัทที่พร้อมจะจมลงได้ทุกเมื่อ คุณอาจจะไม่รู้สึกอะไรเมื่อเข้าไปเริ่มงาน
แรก ๆ อาจจะมองว่ามันเป็นความท้าทาย เป็นความเปลี่ยนแปลงในบริษัทที่เกิดขึ้น เหมือนชีวิตต้องหมุนเร็วตลอดเวลา แต่เมื่อทำงานไปแล้วคุณอาจจะพบว่า
“ทุกอย่างมันเละ” ทุกอย่างถูกคิดและทำแบบวันต่อวัน ไม่มีการวางแผนไว้ก่อน ระวังตัวไว้ บางทีอาจจะมีสัญญาณเช่น “เดือนนี้ผมขอยังไม่จ่ายเงินเดือนนะ” ตามมาก็เป็นได้
ทำอย่างไร : ไม่ว่าภาพลักษณ์ของบริษัทจะดูดีแค่ไหน ตามที่คุณเห็นในสื่อต่าง ๆ แต่ถ้าบริษัทไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร ทำไปทำไม แสดงว่าบริษัทคุณไม่มีแผนกลยุทธ์ สิ่งที่คุณทำได้คือช่วยบริษัทคุณวางแผน หรือลาออกไปทำงานที่อื่นซะดีกว่า
ใครที่รู้สึกว่ากำลังทำงานอยู่ในบริษัทแบบนี้ ลองคิดทบทวน หางานใหม่สำรองก่อนจะรู้สึกหมดไฟในการทำงาน ซึ่งภาวะหมดไฟนั้นจะส่งผลหลายอย่าง ต่อชีวิตการทำงานของคุณ

ที่มา workventure
Previous Post
Next Post

post written by: