5.3.63

โลกทรุด-ไทยหนักกว่า ระดับมหาวิกฤต


โลกทรุด-ไทยหนักกว่า ระดับมหาวิกฤต - มีคำเตือนมาตลอด ให้คนไทยเราเตรียมรับวิกฤตเศรษฐกิจที่จะหนักหนาสาหัสในปี 2563 นี้ ครั้นมาเจอภัยร้ายไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ปลายปีก่อน แล้วลุกลามมาจนถึงวันนี้ โดยยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายได้ เท่ากับว่าเศรษฐกิจที่ว่าหนักอยู่แล้ว จะต้องเพิ่มความสาหัสเข้าไปอีกหลายเท่าเลยทีเดียว

ไวรัสโควิดนั้นกระหน่ำโลกทั้งใบ แทบจะหยุดนิ่งกันไปทั้งโลก การท่องเที่ยว การเดินทาง การค้าขาย ช็อตกันไปทั่วทุกประเทศ

แต่ของไทยเรา จะหนักกว่าใครหลายเท่า เพราะเรามีปัญหาพื้นฐานที่ร้ายแรงอยู่แล้ว!
ไม่กี่วันที่ผ่านมา เป็นที่ฮือฮากับการปาฐกถาของ ดร.โกร่ง วีรพงษ์ รามางกูร ว่าด้วยเรื่องการฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทยในปีนี้

ดร.โกร่งมองว่า ขณะนี้ประเทศเราอยู่ในวิกฤต 3 อย่าง ทั้งวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตกฎหมาย มีปัญหาด้านความยุติธรรม

ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นมหาวิกฤตการณ์!!
ใครฟังก็ต้องพยักหน้าเห็นด้วยทันที กับคำกล่าวที่ว่า เรากำลังอยู่ในช่วงแห่งมหาวิกฤตการณ์
ที่บอกว่าโลกก็วิกฤตกันถ้วนหน้า แต่ของเราจะยิ่งหนักกว่าใคร เพราะเราไม่มีแค่วิกฤตเศรษฐกิจ ที่โดนซ้ำด้วยไวรัสมหาภัยเท่านั้น

แต่การเมืองเราก็วิกฤต และปัญหากฎหมาย ความยุติธรรมเราก็วิกฤตสถานการณ์ในบ้านเราเสื่อมทรุดตั้งแต่การรัฐประหาร 2557 แล้วการล้มประชาธิปไตยทุกครั้ง นำมาซึ่งปัญหาปากท้อง การค้าขายการลงทุนหยุดชะงัก เป็นเรื่องที่ต้องเกิดแน่นอน ด้วยชาติประชาธิปไตยทั่วโลก เขาต้องแอนตี้

ดังนั้นคณะรัฐประหารหลายชุด มักยึดอำนาจแค่ปีเดียวแล้วรีบถอย เพื่อให้รัฐบาลปกติเข้ามาแทน
รัฐบาลรัฐประหาร ส่วนใหญ่เขารู้ตัวว่า ไม่สามารถแบกรับภาระด้านเศรษฐกิจได้!!
แต่คสช.เป็นรัฐบาลทหารอยู่ถึง 5 ปี พอเปิดให้เลือกตั้งก็สร้างกฎกติกาเพื่อให้นายกฯจากรัฐบาลทหารและแกนนำหลักของคสช. ได้อยู่ในรัฐบาลต่อไป และกุมทิศทางรัฐบาลด้วย
นี่เป็นปัญหาที่อธิบายได้ว่า เศรษฐกิจเราจึงไม่สามารถฟื้นตัวได้ พอมาเจอไวรัสเข้าให้อีก ก็ซวนเซไม่เป็นท่า

จุดสำคัญที่ต้องแก้คืออะไร!?
ในการปาฐกถาของดร.โกร่งอธิบายว่า ถ้าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยจริงๆ เจอวิกฤตแบบนี้ รับรองนั่งไม่ติด ต้องดิ้นรนคิดค้นแก้ปัญหาให้ได้แต่รัฐบาลทหารจะไม่ร้อนรนหรือสนใจ เพราะมีอำนาจปืนหนุนหลัง
นี่เป็นคำอธิบายถึงความต่างของรัฐบาล 2 แบบที่ชัดเจนคนรุ่นใหม่เขาจึงเคลื่อนไหวเป็นไฟลามทุ่งอยู่ในขณะนี้ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเดินไปข้างหน้า


Previous Post
Next Post

post written by: