6.3.63

ความร่วมมือระหว่าง ไทย-จีน สู้ภัย โควิด-19 รับมือเศรษฐกิจซบเซา กระทบการท่องเที่ยว




ความร่วมมือระหว่าง ไทย-จีน สู้ภัย โควิด-19 รับมือเศรษฐกิจซบเซา กระทบการท่องเที่ยว

การระบาดของไวรัสโคโรนา ซึ่งเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น โควิด-19 โดย องค์การอนามัยโลก ก่อให้เกิดความท้าทายต่อรัฐบาลทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศจีน และองค์การอนามัยโลกที่ต้องพยายามควบคุมการระบาดของไวรัสนี้ รวมถึงลดความรุนแรงของผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้เกิดความปลอดภัยให้มากที่สุด
โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่ไม่นานมานี้ถูกไวรัสโคโรนาเล่นงาน การระบาดของไวรัสนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีนในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ในขณะที่เขียนบทความนี้ ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาแล้ว 47 คน ถึงแม้ว่าจะเป็นจำนวนที่เล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่า 98,000 รายทั่วโลก โรคระบาดนี้ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญเนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและจีนเพิ่มความเหนียวแน่นมากขึ้นเรื่อยมา
ถึงแม้ว่าการระบาดของโควิด-19 เป็นปัญหาด้านสุขภาพสำหรับประเทศไทยอย่างเห็นได้ชัด แต่ความรุนแรงของการระบาดได้ลดลงในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากมีการรณรงค์ให้เกิดการตระหนักรู้ถึงขั้นตอนการคัดกรองหาผู้ติดเชื้อ รวมถึงมาตรการต่าง ๆ สามารถช่วยระงับการเพิ่มจำนวนของผู้ติดเชื้อได้
นอกจากนี้ การระบาดของโรคถือเป็นปัญหาใหญ่ทางเศรษฐกิจเช่นกัน ที่ผ่านมาประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างมากในการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศจีน ซึ่งกว่าครึ่งของการลงทุนจากต่างประเทศของไทยในปี 2019 เป็นการลงทุนจากประเทศจีน และมากกว่า 27% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดจากจำนวน 39 ล้านคนในปีเดียวกันนั้นเป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน โดยรายงานของกระทรวงการคลังประเมินอัตราส่วนจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้เกือบ 20% ของจีดีพีประเทศไทยปี 2562 อีกด้วย



ทั้งนี้ หนึ่งในนโยบายของจีนเพื่อลดการระบาดของไวรัสไปทั่วโลก คือการห้ามประชาชนชาวจีนเดินทางไปต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทยซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งนโยบายนี้เป็นเรื่องที่น่ายกย่องและสมควรที่จะกระทำ แต่ก็ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทยในเดือนกุมภาพันธ์จะลดลงประมาณ 90% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันในปีก่อน โดยกระทรวงฯ วางแผนที่จะนำเสนอนโยบายให้วีซ่านักท่องเที่ยวฟรีเพื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาในเดือนเมษายนนี้ โดยมีเงื่อนไขว่ารัฐบาลประเทศจีนจะต้องมีรับมือการระบาดของไวรัสให้ได้ก่อน

นายพิพัฒน์ยังคงคิดในแง่บวกเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ โดยหวังว่าประเทศจีนจะยกเลิกนโยบายห้ามประชาชนเดินทางไปต่างประเทศในเร็ว ๆ นี้ พร้อมกล่าวถึงความคาดหวังเพิ่มเติมว่าการระบาดของไวรัสจะลดลง และจำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งหลังช่วง [กลางเดือนเมษายน]

วันหยุดสงกรานต์
อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่ามีความคาดหวังไปในทางที่ดี ผลกระทบจากไวรัสยังคงความรุนแรงอยู่มิใช่น้อย โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 4 แสนล้านบาท หรือเกือบ 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ประสงค์จะออกนาม กล่าวว่า ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ทางโรงแรมขาดทุนไปมากกว่า 120 ล้านบาท หรือ ประมาณ 4 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่เจ้าของโรงแรมขนาดกลางแห่งหนึ่งในเมืองภูเก็ตกล่าวว่าโรงแรมขาดทุนไป 30 ล้านบาท หรือประมาณ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ
 
ทางด้านผลกระทบด้านการลงทุนจากต่างประเทศ ได้มีความกังวลว่านักลงทุนชาวจีนจะระมัดระวังมากขึ้นถึงแม้ว่าการระบาดของไวรัสจะลดลงในที่สุด ซึ่งกรณีแบบนี้เราเคยเห็นกันมาแล้วในอดีต อย่างไรก็ตาม เมื่อคำนึงถึงจำนวนเม็ดเงินมหาศาลจากจีน และความกระตือรือร้นที่จะไม่ยอมให้โครงการ “Belt and Road” สะดุดลง ควันหลงของวิกฤติครั้งนี้อาจไม่แย่เหมือนกรณีที่เคยเกิดขึ้นในอดีตก็เป็นได้
หลังจากองค์การอนามัยโลกประกาศให้ไวรัสโคโรนาเป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับโลก” เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา ทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศจีนต้องเผชิญกับความจริงและผลกระทบอันแสนโหดร้ายหลายประการ เฉกเช่นเดียวกับโรคซาร์สที่ระบาดในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งการแพร่ระบาดเริ่มต้นมาจากประเทศจีนเช่นกัน โดยการระบาดของโรคซาร์สถูกระงับลงภายใน 7 เดือน และกำจัดได้หมดสิ้นภายใน 2 ปี การระบาดของไวรัสโคโรนานี้จะไม่ทุเลาลงหากขาดความร่วมมืออย่างจริงจัง และการแทรกแซงอย่างเหมาะสมระหว่างรัฐบาล บริษัทห้างร้านต่าง ๆ รวมไปถึงประชาชนทั่วไปด้วย
หลังจากที่จีนออกมายอมรับว่าดำเนินการรับมือกับเรื่องนี้ช้าเกินไป ประเทศจีนก็เข้าสู่ภาวะฉุกเฉินอย่างรวดเร็วโดยประกาศปิดเมืองอู่ฮั่นในมณฑลหูเป่ย์ และออกเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อบังคับใช้ทั่วประเทศ รวมถึงการปิดโรงงานจำนวนมากเพื่อลดการพบปะกันของประชาชน

ทันทีที่การระบาดถูกประกาศให้เป็นเรื่องร้ายแรง ประเทศไทยก็ตอบรับปัญหานี้โดยทันทีด้วยการตั้งจุดคัดกรองในสนามบิน ใช้บทเรียนที่ได้เรียนรู้จากการระบาดของโรคซาร์สในปี 2545-2546 และมีความเชื่อมั่นในนโยบายการระงับการระบาดของประเทศจีนพอสมควร ถึงแม้ว่าจะมีความคิดเห็นขัดแย้งกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุขที่ให้ความสำคัญเรื่องการหยุดการระบาดของไวรัส กับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่คำนึงถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เรายังสามารถเห็นได้ว่านโยบายที่เห็นพ้องต้องกันในหลาย ๆ ด้านนั้นส่งผลให้อัตราการเติบโตของการระบาดในไทยช้ากว่าอัตราการระบาดในประเทศจีนและเป็นอัตราที่ชะลอลงเรื่อย ๆ อีกด้วย

นอกจากนี้ ภาคเอกชนก็มีความพยายามรับมือกับโรคระบาดนี้ ยกตัวอย่างเช่น บริษัทการบินไทยทำการลดการติดเชื้อไวรัสนี้โดยทำความสะอาดห้องโดยสาร และห้องนักบินในทุกเที่ยวบินที่กลับมาจากประเทศจีน และที่ต่าง ๆ ที่เป็นสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อไวรัส ผู้บริหารชาวไทยท่านหนึ่งกล่าวในการแถลงข่าวที่จัดขึ้นในช่วงปลายเดือนมกราคมว่า “เนื่องจากสายการบินให้บริการด้านบันเทิงบนเครื่องบินของ เช่นจอ LCD ที่ถูกแตะจับอยู่ตลอดเวลา เราจึงต้องทำความสะอาดห้องโดยสารทุกเที่ยวบินอย่างล้ำลึกก่อนที่เราจะบินต่อไปที่หมายอื่น”
 
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้มีการจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-จีน สมัยพิเศษ ขึ้นที่นครเวียงจันทน์ ประเทศลาว เกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 เพื่อสร้างความร่วมมือหยุดการระบาดของไวรัสนี้
นายหวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศจีนได้เข้าพบกับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีต่างประเทศไทย เป็นการส่วนตัวก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้น จากการรายงานของสำนักข่าวซินหัว นายหวังกล่าวว่า นับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของไวรัสนี้ ทั้งทางราชวงศ์ไทย รัฐบาลไทย และทุกภาคส่วนในสังคมไทย ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือประเทศจีน สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนชาวไทยและชาวจีน...
Previous Post
Next Post

post written by: