19.2.63

ฝุ่น PM 2.5 ร้ายกว่าไวรัส ผ่อนส่งตายปีละ 5 หมื่น



ฝุ่น PM 2.5 ร้ายกว่าไวรัส ผ่อนส่งตายปีละ 5 หมื่นในหลายพื้นที่ของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงเผาป่าและไร่อ้อย ส่งผลกระทบค่าฝุ่นจิ๋วสูงขึ้น ทำให้อากาศปกคลุมด้วยหมอกควันไฟ มีแนวโน้มเพิ่มสูง สามารถเห็นท้องฟ้าเป็นสีทอง ที่แตะสีแดงอยู่ในเกณฑ์มีผลกระทบต่อสุขภาพ

ตามโรงเรียนต่างให้นักเรียนสวมหน้ากาก ต้องงดทำกิจกรรม จนจังหวัดถึงทางตัน “ยิ่งแก้ยิ่งหนัก” ส่งผลให้มาตรการขอความร่วมมือห้ามเผา “ล้มเหลว” เพราะยิ่งห้ามยิ่งเหมือน “ยุยง” ให้มีการเผาเพิ่มมากขึ้น

ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ในช่วงเช้าและเย็นก็ยังมีปริมาณฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 เกินค่ามาตรฐาน ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ จากจราจรหนาแน่น
สาเหตุหลักการเกิดมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง มีแหล่งกำเนิดจาก “รถยนต์” ใช้เครื่องยนต์ดีเซล โดยรถยนต์ที่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองมากสุด คือ รถปิกอัพ รถบรรทุก และรถบัสขนาดใหญ่
ในปี 2561 กรมการขนส่งทางบกระบุ รถจดทะเบียนใหม่ 3.09 ล้านคัน และเดือน ก.พ.2562 รถจดทะเบียนใหม่ 5.4 แสนคัน รถจดทะเบียนสะสมทั่วประเทศ 39.72 ล้านคัน เป็นรถดีเซล 10.93 ล้านคัน ซึ่งปริมาณการจําหน่ายน้ำมันดีเซลในปี 2561 ทั่วประเทศ 23.09 พันล้านลิตร แบ่งเป็นในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 7.09 พันล้านลิตร

ปัญหาหลักของฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ในเมืองใหญ่ทั่วประเทศนี้ รศ.วงศ์พันธ์ ลิมปเสนีย์ วิทยาลัยพัฒนามหานคร ม.นวมินทราธิราช อดีตกรรมการควบคุมมลพิษ ให้ข้อมูลว่า รถยนต์จดทะเบียนใหม่นี้ฝ่ายรัฐบาลมีมาตรการตั้งแต่ปรับคุณภาพน้ำมัน และเครื่องยนต์ยูโร 1 เป็นยูโร 4 จนสามารถควบคุมฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ได้ร้อยละ 90

แต่ปัจจัยหลักการเกิดฝุ่นพีเอ็ม 2.5 คือ รถยนต์เครื่องดีเซลรุ่นเก่า ทั้งรถเมล์ รถปิกอัพและรถบรรทุกใหญ่ มีอายุการใช้งานเฉลี่ยราว 20-30 ปี ออกมาวิ่งอยู่เต็มถนนทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล ในการปล่อยควันดำมลพิษออกมามหาศาลมากกว่ารถยนต์รุ่นใหม่ 10 เท่า
แม้ว่ารถยนต์เครื่องดีเซลรุ่นใหม่ ปรับคุณภาพน้ำมันยูโร 4 สามารถลดการปล่อยมลพิษน้อยลงแล้ว แต่หากยังมีรถยนต์เครื่องดีเซลรุ่นเก่าออกวิ่งอยู่ทุกวันแบบนี้ ก็ยิ่งทำให้ฝุ่นมีปริมาณคงเดิม ประกอบกับในพื้นที่กรุงเทพฯ มีการก่อสร้างรถไฟฟ้า อาคาร และถนน ส่งผลให้กระแสลมนิ่งสงบ จนเกิดการสะสมของฝุ่นพิษเพิ่มขึ้นได้อีก
สังเกตจากท้องฟ้า...บางวันมีลักษณะขมุกขมัวด้วยฝุ่นควันพิษเพราะสภาพอากาศกระแสลมสงบนิ่ง ทำให้โอกาสการกระจายตัวของฝุ่นน้อยลงตามมาด้วย
หากคำนวณปริมาณการปล่อยฝุ่นพีเอ็ม 2.5 จากรถยนต์ในกรุงเทพฯ ใช้ยูโร 4 ในปี 2556 สำหรับรถดีเซลเล็ก มีอัตราปล่อยฝุ่น 0.025 กรัมต่อกิโลเมตร ส่วนรถดีเซลใหญ่ใช้ยูโร 3 อัตราปล่อยฝุ่น 0.4 กรัมต่อกิโลเมตร เคยศึกษาพบว่า รถบรรทุกเล็กนี้วิ่งเฉลี่ยวันละ 200 กิโลเมตรต่อคัน และรถบรรทุกใหญ่วิ่งเฉลี่ยวันละ 100 กิโลเมตรต่อคัน
“รถดีเซลใหญ่ปล่อยฝุ่นพีเอ็ม 2.5 มากกว่ารถดีเซลเล็กประมาณ 10 เท่า แต่รถดีเซลเล็กมีจำนวน 1,373,053 คัน มากกว่ารถดีเซลใหญ่มีอยู่จำนวน 180,000 คัน หรือประมาณ 10 เท่า”
นั่นหมายความว่า...รถดีเซลเล็กมีอัตราการปล่อยฝุ่นพีเอ็ม 2.5 รวมเฉลี่ยประมาณ 6.8 ล้านกรัมต่อวัน และรถดีเซลใหญ่มีอัตราการปล่อยฝุ่นรวมเฉลี่ย 7.2 ล้านกรัมต่อวัน แต่ละวันมีมลพิษถูกปล่อยสู่อากาศราว 14 ล้านกรัมต่อวัน ทำให้แต่ละเดือนมีควันพิษปล่อยออกมาราว 420 ล้านกรัม
หากยิ่งสภาพอากาศนิ่งสงบ การกระจายของฝุ่นพิษยกระดับการสะสมความสูงไม่เกิน 100 เมตร ถ้าวันใดมีกระแสลมในช่วงกลางวัน อาจทำให้ฝุ่นกระจายยกระดับขึ้นสูง 10 กิโลเมตร สามารถเจือจางได้ดี แต่ช่วงกลางคืน มักมีสภาพอากาศเย็น ลักษณะกดฝุ่นพิษลงมาในระดับการสะสมอยู่ที่ความสูง 100 เมตรเช่นเดิม
“โชคดีพื้นที่กรุงเทพฯมีสถานการณ์ฝุ่นพิษเกิดขึ้นวันต่อวัน ในช่วงกลางวันฝุ่นละอองบางส่วนจะมีการเจือจางหายไปบ้าง ที่แตกต่างจากภาคเหนือ มีการสะสมตลอด 24 ชม. ทำให้มีการนำสถานการณ์นี้ไปเปรียบเทียบกับ “ลอนดอนสม็อก” ในปี 1952 เกิดฝุ่นรุนแรงในประเทศอังกฤษ มีผู้เสียชีวิตกว่า 1 พันคน” รศ.วงศ์พันธ์ ว่า

มองว่า...สถานการณ์ยังไม่เลวร้ายขนาดนั้น เพราะ “ลอนดอนสม็อก” มีอากาศนิ่งติดต่อกันหลายวัน ถูกกลุ่มควันไฟปกคลุมมหาศาล ที่มีแก๊สพิษผสมอยู่ด้วย จนมีผู้เสียชีวิตเฉียบพลันกว่า 1,000 คน แต่ประเทศไทยมีลักษณะใกล้เคียง “ลอสแอนเจลิสสม็อก” มีการเกิดฝุ่นมาจากไอเสียรถยนต์ จนมีการควบคุมรถยนต์จริงจัง
Previous Post
Next Post

post written by: