25.2.63

รู้เท่าทันก่อนที่ ฟองสบู่มันจะแตก วิกฤตเศรษฐกิจ อาจจะเกิดสภาวะ “ฟองสบู่แตก” เหมือนในปี 1997




รู้เท่าทันก่อนที่ ฟองสบู่มันจะแตก วิกฤตเศรษฐกิจ อาจจะเกิดสภาวะ “ฟองสบู่แตก” เหมือนในปี 1997

ในช่วงที่กระแสเศรษฐกิจ ทั้งการเงิน และการลงทุนกำลังบูมอย่างต่อเนื่อง หันไปทางไหนก็เจอแต่คำว่า “New High” ตั้งแต่ดัชนีตลาดหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 23 ปีในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ใครๆ ก็ต่างคาดการณ์ว่ามันจะวิ่งทะลุไปได้ไกลมากกว่านี้ ในขณะเดียวกันก็ยังมีคนที่ยังแสดงความกังวลกลัวว่าจะเกิดสภาวะ “ฟองสบู่แตก” เหมือนในปี 1997 ที่ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย


ในปี 2008 ที่สหรัฐอเมริกาเกิดวิกฤตซับไพรม์ฟองสบู่แตกกับภาคอสังหาริมทรัพย์ จนกลายเป็นเรื่องที่น่าขยาดสำหรับอเมริกันชนไปเลยก็ว่าได้ ถ้าย้อนกลับไปในปี 1622 ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ก็เคยเกิดเรื่อง Tulip Mania หรือความคลั่งในดอกทิวลิปมาแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นวิกฤตฟองสบู่แตกครั้งแรกของโลกก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังมีวิกฤตที่น่าสนใจในประวัติศาสตร์การลงทุนอาทิ

  • Missipsippi ในระหว่างปี 1716-1719 ที่ตลาดหุ้นฝรั่งเศส
  • South Sea Bubble ในปี 1720 ที่อังกฤษ (แม้แต่นักวิทยาศาสตร์คนดังอย่างไอแซค นิวตัน ยัง      เจอการขาดทุนมหาศาลกับตัวเอง)
  • วิกฤตเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในปี 1980
  • วิกฤตเศรษฐกิจดอตคอม ในช่วงต้นทศวรรษ 2000

รายละเอียดของวิกฤตเศรษฐกิจต่างๆ สามารถหาอ่านได้ในอินเตอร์เนตนะครับ (ผมแนะนำให้ลองไปหาอ่านดู เพราะการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ทำให้เราสามารถมองภาพในปัจจุบันและเข้าใจเหตุผลที่มาของสภาวะที่เกิดขึ้นได้)

ฟองสบู่แตก ? ศัพท์นี้มีที่มาที่ไปยังไง ?

ในวัยเด็ก เพื่อนๆ เคยเป่าฟองสบู่กันมั้ยครับ? ฟองสบู่สีสันสวยงามที่กำลังล่องลอยขึ้นไปบนอากาศจนถึงระดับหนึ่งแล้ว มันจะแตกตัวไปเอง เพราะความจริงแล้วฟองสบู่ไม่ได้มีความสามารถมากพอที่จะลอยขึ้นไปที่สูงๆ ได้เมื่อต้องเจอกับอุณหภูมิและแรงลมนั่นเองครับ

ฟองสบู่ก็เหมือนกับราคาของ “สินทรัพย์” ต่างๆ ที่มีอยู่บนโลกนี้ โดยมีคนสร้าง “มูลค่า” ให้กับมันตาม “ความเชื่อในบางเรื่อง” เช่น เรามีความสุขที่จะเห็นหุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือบิทคอยน์ ที่เราเชื่อมั่นว่ามีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ เราจึงมีความสุขกับการลงทุนต่อสิ่งเหล่านั้น ซึ่งพอราคามันขึ้นหลังจากที่เราซื้อ เราจึงมีความสุขกับการที่ได้อัตราการเติบโตของสินทรัพย์ที่เราลงทุน

ในขณะที่เรายังคงสนุกสนานกับการเฝ้าดูราคาลอยขึ้นไปในอากาศเรื่อยๆ สิ่งที่เรียกว่า “ความโลภ” จึงเข้าครอบงำความรู้ ทำให้เราลืมคิดถึง “มูลค่าที่แท้จริง” ของสินทรัพย์เหล่านั้นไปโดยปริยาย โดยเราไม่รู้เลยว่าฟองสบู่ที่มีสีสันเหล่านั้นกำลังจะแตกตัวในไม่ช้า...

สาเหตุที่เกิดภาวะฟองสบู่(แตก)


ความโลภของมนุษย์เราจะมีมาก ตามราคาสินทรัพย์ที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกคนพากันเฮโลมาที่สินทรัพย์ชนิดนั้นเพราะคิดว่า “ถ้าไม่รวยตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหนล่ะ?” เมื่อปริมาณความต้องการมากขึ้นราคาของสินทรัพย์จึงเพิ่มขึ้นตามกฎอุปสงค์ จนราคาของสินทรัพย์วิ่งนำปัจจัยพื้นฐานไปมาก เหมือนหัวดอกทิวลิปที่ต่อให้สวยงามหรือมีสีสันหายากแค่ไหน ปัจจัยพื้นฐานของมันคือ “ดอกไม้ที่หายาก” เท่านั้นเอง การที่ราคาของมันสูงเกินกว่าที่ดินในยุคนั้น นับได้ว่าเป็นวิกฤตฟองสบู่ของดอกทิวลิปอย่างแท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น คนโดยส่วนมากเข้าสู่ตลาดมาเพื่อ “เก็งกำไร” ไม่ได้เข้ามาเพราะต้องการใช้ประโยชน์ หรือหวังผลตอบแทนที่แท้จริงจากสินทรัพย์นั้นจริงๆ ต่อให้ราคาดอกทิวลิป ราคาหุ้น หรือราคาบ้านในสหรัฐฯ สูงมากแค่ไหน พวกเขาก็ยอมซื้อ เพราะชื่อว่ามันจะต้องมีคนยอมซื้อที่ราคาแพงกว่านี้ได้อีกราคาของสินทรัพย์ก็จะขึ้นไปอย่างรวดเร็ว

เหตุนี้เองจึงเกิดเครื่องมือการเก็งกำไรอย่างสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเข้ามาเกี่ยวข้องที่ยิ่งทำให้การเก็งกำไรเป็นไปอย่างสนุกสนาน เพราะสามารถซื้อขายสินทรัพย์ชนิดนั้นๆ บนราคาในอนาคตได้ โดยไม่จำเป็นต้องส่งมอบของเพื่อแลกเปลี่ยนกับราคาเสมอไป แต่ถ้าคนในตลาดเริ่มรู้ตัวว่าราคามันวิ่งเกินมูลค่าที่แท้จริง สัญญาซื้อขายล่วงหน้าก็จะช่วยดึงสติให้ทุกคนกลับมาอยู่บนโลกแห่งความจริงมากขึ้น

เมื่อทุกคนตื่นจากฝันมาพบกับความจริง 
บางที..มันก็สายเกินไป เพราะฟองสบู่ที่สวยงามได้แตกไปแล้ว

สบู่แตกแล้วใครเดือดร้อน


ส่วนมากคือ “คนโลภ” คนที่ก่อหนี้ เพราะเห็นว่าเป็นช่วงเวลาของการกอบโกยผลประโยชน์จากภาวะการเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์ ในช่วงที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง 1997 มีหลายคนที่โดดเข้ามาในตลาดหุ้น โดยไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนรองรับเลย แต่เข้ามาเพราะคิดว่าเป็นแหล่งสร้างเงิน พร้อมกันกับเปิดบัญชีมาร์จิ้น เพิ่มความเสี่ยงด้วยการสร้างหนี้เพื่อผ่อนแรงตัวเอง เพราะคิดว่าตัวเองจะได้ส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนจากตลาดหุ้น และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แน่นอน

ในวิกฤตซับไพรม์ 2008 ที่ธนาคารพากันปล่อยกู้ให้กับชาวอเมริกาที่ต้องการเงินไปยื่นซื้อบ้านใหม่เพื่อเก็บสะสมไว้ เพราะราคาอสังหาริมทรัพย์ในตอนนั้นเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มูลค่าของหลักทรัพย์ค้ำประกันมีแต่จะสูงขึ้น จนมาตรฐานการปล่อยกู้ของธนาคารเริ่มผ่อนปรน มีการปล่อยกู้แบบใหม่ผ่านตราสารต่างๆ จนในที่สุดก็เริ่มมีสัญญาณของหนี้เสียค่อยๆ สะสมซุกอยู่ใต้พรม โดยที่ธนาคารไม่รู้ตัวว่าภาคอสังหาฯ กำลังประสบกับปัญหาฟองสบู่แตก (แนะนำให้ดูหนังเรื่อง BIG SHOT ประกอบไปด้วยจะมันส์มาก)

ทำอย่างไรที่เราจะไม่เผชิญกับฟองสบู่


สิ่งหนึ่งที่เพื่อนๆต้องเข้าใจก่อนการลงทุน ก็คือ “ปัจจัยพื้นฐาน” ของสินทรัพย์ตัวนั้น อย่าให้ราคาหรือผลตอบแทนที่ดูเหมือนจะได้มันมาอย่างง่ายดายและรวดเร็วหลอกตาเราจนกระโดดเข้าไปร่วมวง

เอาเข้าจริงมันพูดยากนะครับ..ที่จะหยุดความโลภของคน เพราะพื้นฐานของคนมักจะชอบอะไรที่ตื่นเต้น เอาเป็นว่าผมไม่ห้ามหรอก ถ้าอยากจะเข้าไปสนุกกับมัน แต่อย่าวางเดิมพันด้วยเงินทั้งชีวิตหรือกู้ยืม เพื่อเอาเงินในอนาคตมาทุ่มลงไปกับมันทั้งหมด

ทางที่ดีควรศึกษาประวัติศาสตร์ หรือกรณีศึกษาของวิกฤตแล้วลองย้อนมองดูสภาวะสินทรัพย์ต่างๆ ในตอนนี้ว่าอันไหนเข้าข่ายฟองสบู่ใกล้จะแตกบ้าง อยู่ห่างๆ อย่าเข้าไปร่วมวงน่าจะดีกว่า จะเจ็บมากเจ็บน้อยก็เสียเงินเหมือนกัน 

“ความสวยงามของฟองสบู่”  สำหรับเด็ก กับ นักลงทุน มันคนละความหมายกัน ถ้าเลือกได้เราก็อยากเก็บความทรงจำดีๆ กับฟองสบู่ที่สร้างความเพลิดเพลินให้เรา มากกว่าความเจ็บปวดที่จะตามมาจากการลงทุนที่ล้มเหลวเนอะ 

--------------------------

ขอบคุณข้อมูล https://aommoney.com

Previous Post
Next Post

post written by: