9.12.62

เทคนิคการปลูกคะน้าปลอดสารพิษ ให้ได้ผลผลิตที่ หวาน กรอบ เป็นที่ต้องการของตลาด



เทคนิคการปลูกคะน้าปลอดสารพิษ ให้ได้ผลผลิตที่  หวาน  กรอบ  เป็นที่ต้องการของตลาด

          คะน้าปลอดสารพิษ   กำลังเป็นที่นิยมของผู้บริโภคโดยทั่วไป  หากเกษตรกรสามารถปลูกโดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ ได้  คะน้าจะเป็นแหล่งรวมแร่ธาตุวิตามิน  ที่คับคั่งไปด้วยเบต้า-แคโรทีนชั้นเยี่ยม  โดยเฉพาะยอดของคะน้าสด  อุดมไปด้วยวิตามินซีและเกลือแร่จำนวนมาก  ซึ่งวิตามินซีมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างเนื้อเยื่อให้ชุ่มชื้น  และทำให้ระบบภูมิคุ้มกันโรคสมบูรณ์แข็งแรง



              สำหรับเทคนิคการลดค่าใช้จ่ายคุณสุรพลใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพแทนการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง โดยมีการจัดการระบบน้ำในแปลงให้หมุนเวียนอย่างทั่วถึง ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ  ในส่วนของช่องทางการจัดจำหน่าย  จะมีพ่อค้าคนเข้ามารับซื้อถึงสวน คุณสุรพลใช้พื้นที่เกือบ  4  ไร่ในการปลูกคะน้าอย่างจริงจังนอกเหนือจากพื้นที่หลังการทำนา  โดยใช้ระบบอินทรีย์ชีวภาพเข้ามามีส่วนช่วยเหลือเพื่อลดต้นทุนโดยจะทำการปลูกหมุนเวียนกันให้ได้ผลผลิตตลอดทั้งปีและเพิ่มปริมาณการผลิตในช่วงฤดูหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวอีก 2 ไร่ แต่คุณสุรพลก็ยังยึดเอาอาชีพทำนาเป็นอาชีพหลักอยู่เช่นเดิมในพื้นที่  40  ไร่  นอกจากนี้ก็ยังทำสวนมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้อีก  18  ไร่  ที่มีอยู่จำนวน  2  พันกว่าต้น  ปลูกได้เพียง  5  ปี  เริ่มจะให้ผลผลิตแล้ว 





การเตรีมแปลงปลูก 
เริ่มจากการขุดดินให้ลึกประมาณ  15-20  เซนติเมตร ตากดินทิ้งไว้ประมาณ  7-10  วัน  เพื่อฆ่าเชื้อในดิน  จากนั้นก็นำปุ๋ยหมักชีวภาพหรือถ้าไม่มีก็เอาปุ๋ยคอกเก่ามาใส่คลุกเคล้ากับดินในอัตรา 1 ตัน/ไร่ หรือ 1 กิโลกรัม/พื้นที่  1  ตารางเมตร  หรืออาจจะลดต้นทุนโดยการใช้ปุ๋ยคอกผสมกับปุ๋ยหมักในอัตราปุ๋ยหมักชีวภาพ  1  ส่วน/ปุ๋ยคอก 10 ส่วน จะเป็นการความอุดมสมบูรณ์ของดินในแต่ละรอบของปลูก  จากนั้นก็พรวนย่อยหน้าดินให้ร่วนเล็กน้อย  วิธีการเช่นนี้เหมาะสำหรับการปลูกแบบหว่านเมล็ดลงแปลง เพื่อไม่ให้เมล็ดตกลงไปในดินลึกจนเกินไปอาจจะทำให้เมล็ดงอกยาก  ใส่ปูนขาวหรือโดโลไมต์เพื่อปรับปรุงดินให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมในอัตรา  1  ตัน/ไร่  เช่นกัน

การหว่านเมล็ด 
หลังเตรียมดินเสร็จก็เป็นขั้นตอนการโรยเมล็ด  โดยพื้นที่  1  ไร่จะใช้เมล็ดพันธุ์  2  กิโลกรัม  หว่านเมล็ดให้กระจายทั่วทั้งผิวแปลงโดยให้เมล็ดห่างกันประมาณ  2-3  เซนติเมตร  จากนั้นใช้ดินผสมปุ๋ยคอกหว่านกลบเมล็ดให้หนาประมาณ  0.5-1  เซนติเมตร  เพื่อเก็บรักษาความชื้นและป้องกันเมล็ดถูกน้ำกระแทกกระจาย  จากนั้นคลุมด้วยฟางแห้งบางๆ เพื่อเป็นการรักษาอุณหภูมิและความชื้นให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในดินรดน้ำให้ทั่ว  รักษาความชื้นให้สม่เสมอ  ระหว่างนี้  จะเริ่มเห้นต้นกล้างอกออกมา 
 

การคัดแยกต้นกล้า
หลังคะน้างอกแล้วประมาณ  14-20  วัน  หรือต้นสูงประมาณ  10  เซนติเมตร  ก็ให้เริ่มทำการถอนแยก โดยเลือกต้นที่ไม่สมบูรณ์ออก  ทิ้งระยะห่างระหว่างต้นประมาณ  10-15  เซนติเมตร  ต้นอ่อนของคะน้าที่ถอนแยกออกมาในช่วงนี้ก็สามารถจำหน่ายเป็นยอดผักได้หลังจากการถอนแยกครั้งแรกแล้วให้ใช้น้ำหมักชีวภาพฉีดพ่นหรือราดลงดินสัปดาห์ละครั้งตามด้วยน้ำหมักสมุนไพรสูตรไล่แมลงอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง  เมื่อคะน้ามีอายุประมาณ  30  วัน ให้ถอนแยกครั้งที่ 2 ให้เหลือระยะห่างระหว่างต้น  20  เซนติเมตร  ต้นอ่อนของคะน้าที่ถอนแยกออกมาในช่วงนี้ก็สามารถส่งขายตลาดเป็นยอดผักได้อีก  และการถอนแยกคะน้าแต่ละครั้งนั้นก็ควรกำจัดวัชพืชไปด้วยในตัว 
 
การให้น้ำคะน้า
การวางระบบน้ำภายในสวนอาจจะใช้ระบบน้ำสปริงเกอร์แบบหัวพ่นฝอยที่สามารถเคลื่อนที่ได้สะดวก  ทิ้งระยะห่างหัวละ  4  เมตรตลอดระยะแนวปลูก  ให้น้ำวันละ  2  รอบ  เช้าและเย็น เป็นเวลา  5-10  นาที

การให้ปุ๋ยคะน้า
เน้นการให้ปุ๋ยหมัก  ลดการใช้ปุ๋ยเคมี  โดยปุ๋ยที่ใช้ให้คะน้า  จะเป็นสูตรเร่ง  บำรุง  และเพิ่มความสดกรอบให้แก่คะน้า  โดยใช้หน่อกล้วยเป็นวัตถุดิบในการหมัก  ดังรายละเอียดดังนี้

น้ำหมักหน่อกล้วยบำรุงคะน้า-บำรุงดิน  เพิ่มความสดกรอบ  :  น้ำหมักชีวภาพสูตรนี้จะช่วยในการปรับสภาพโครงสร้างของดินให้ร่วนซุย  อุ้มน้ำได้ดี และช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุในดินให้เป็นธาตุอาหารแก่พืช พืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้เลย  ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืชให้สมบูรณ์แข็งแรงตามธรรมชาติ  ต้านทานโรคและแมลง นอกจากนี้ยังช่วยสร้างฮอร์โมนพืชทำให้ผลผลิตสูง  และคุณภาพของผลผลิตดีขึ้น

สูตร :
1. พืช-ผักต่างๆ  3  ก.ก.
2. หญ้าสด  2  ก.ก.
3. หน่อกล้วย  4  ก.ก.
4. กากน้ำตาล  3  ก.ก.**หรือพืชต่อน้ำตาล  3:1

วิธีการทำ  :   หมักไว้  15  วันแล้วเติมน้ำสะอาด  20  ลิตรพร้อมกากน้ำตาลอีก  2  ก.ก. หมักทิ้งไว้อีก  7-15  วัน
การนำไปใช้  :   ใช้น้ำหมัก  2  ช้อนโต๊ะผสมน้ำ  20  ลิตร  รดหรือพ่นพืชผัก  อย่างน้อย  7-15  วัน/ครั้ง

แมลงศัตรูคะน้า   :  การจัดการศัตรุพืชที่เข้ามารบกวนให้คะน้าได้รับความเสียหาย  จะใช้น้ำหมักสมุนไพรในการป้องกันกำจัด  ซึ่งสูตรที่ใช้ได้ผลดีในแปลงปลูก  คือ  สูตร  สะเดา  ตะไคร้หอม  และ ใบยูคา  ซึ่งมีวิธีการทำดังนี้ 
 
โรคคะน้า   :   โรคที่เกษตรกรมักจะประสบปัญญาส่วนใหญ่ในสภาพอากาศที่มีความชื้น คือ  โรคราน้ำค้าง  ซึ่งเชื้อราจะขึ้นกระจายเต็มใบจะมีลักษณะใบเหลืองและใบจะร่วงหรือแห้ง ในเวลาที่อากาศไม่ชื้นจะไม่พบผงแป้งและแผลแห้งเป็นสีเทาดำ  โรคนี้ระบาดได้ทั้งแต่ระยะที่เป็นต้นกล้าจนเจริญเติบโตเต็มที่  ซึ่งจะทำความเสียหายมากเพราะทำให้ใบเสียมากและเจริญเติบโตช้า โรคนี้ไม่ทำให้ต้นคะน้าตาย แต่ทำให้น้ำหนักลดลง เพราะต้องตัดใบที่เป็นโรคทิ้ง ทำให้ได้น้ำหนักน้อยลง เมื่อพบอาการในลักษณะดังกล่าวให้ใช้ปูนขาวในการยับยั้งเชื้อราโดยใช้ปูนขาว  1  กำมือผสมน้ำ  20  ลิตร  คนให้เข้ากันทิ้งไว้ประมาณ  10-15  นาที  แล้วเอาเฉพาะน้ำปูนใส  20  ลิตรผสมกับน้ำเปล่า  100  ลิตร ฉีดพ่น  7-15  วัน/ครั้ง  เพื่อเป็นการป้องกันและหากมีการระบาดก็ใช้วิธีพ่นติดต่อกัน  2-3  ครั้งแล้วอาการดังกล่าวจะสามารถยับยั้งการแพร่กระจายในวงกว้างได้

การเก็บเกี่ยว
อายุการเก็บเกี่ยวของคะน้าอยู่ที่ประมาณ  45-55  วันหลังปลูก  คะน้าที่ตลาดต้องการมากที่สุดคือระยะที่คะน้ามีอายุ  45  วัน  แต่คะน้าที่มีอายุ  50-55  วัน เป็นระยะที่เก็บเกี่ยวได้น้ำหนักมากที่สุด  ใช้มีดคมๆ  ตัดให้ชิดโคนต้นโดยเริ่มตัดไล่เป็นหน้ากระดานไปตลอดทั้งแปลง หลังเก็บเกี่ยวเสร็จควรนำผักเข้าที่ร่ม  วางในที่โปร่งและอากาศเย็น  และภาชนะที่บรรจุผักควรสะอาดด้วย จากนั้นก็รดน้ำ  ให้ปุ๋ย  ดูแลรักษาต่อไปเพื่อให้แตกยอดออกมาใหม่

วิธีการเก็บเกี่ยวที่ถูกต้องเพื่อให้คะน้ามีคุณภาพดี รสชาติดีและสะอาด  ควรปฏิบัติดังนี้  คือ  ต้องเก็บในเวลาเช้าก่อนแดดออกจะดีกว่าเวลาบ่ายที่คะน้าโดนแดดไปแล้วทำให้เหี่ยวได้ง่าย  จากนั้นก็ใช้มีดเล็กๆ  ตัดโคนต้นที่มีใบติดไว้เล็กน้อย  อย่าปล่อยให้ผักแก่เกินไป

การตลาด  :  เนื่องจากคะน้าเป็นพืชอายุสั้นใช้เวลาปลูกเพียง  45  วันก็สามารถเก็บผลผลิตได้และใช้เวลาเก็บผลผลิตอยู่ที่ประมาณ  2  เดือน ...ผลผลิตจะมีอยู่ด้วยกัน  3  ช่วง  คือ  ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ  70-80  บาท  ช่วงถัดมาคือช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม  และช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนเป็นช่วงที่ผลผลิตมีราคาเพียงกิโลกรัมละ  20  บาท  ช่วงที่ราคาตกต่ำสุดๆ จะอยู่ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์เพียงกิโลกรัมละ  2-5  บาท

การจัดการผลผลิตหลังเก็บเกี่ยว  :   ผลผลิตที่ได้จะนำมาล้างน้ำทำความสะอาด บรรจุถุงๆละ  3  กิโลกรัม  รอการรับซื้อจากพ่อค้า ตลาดส่วนใหญ่ที่มารับซื้อมีอยู่  2  แห่ง  คือ  ตลาดวารินเจริญศรี  อ.วารินชำราบ  จ.อุบลราชธานี และตลาดเมืองทอง  อ.กันทรลักษณ์  จ.ศรีสะเกษ  จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ  70-80  บาท 
---------------------------------
ข้อมูลอ้างอิง  :   https://www.rakbankerd.com/ 
 
 
Previous Post
Next Post

post written by: