เปิดใจ 2 วัยรุ่นร้อยเอ็ด โดนล่อซื้อกระทงลิขสิทธิ์ ไร้เงินประกันนอนห้องขัง 1 คืน



เปิดใจ 2 วัยรุ่นร้อยเอ็ด โดนล่อซื้อกระทงลิขสิทธิ์ ไร้เงินประกันนอนห้องขัง 1 คืน


      เมื่อวันที 5 พฤศจิกายน ที่จ.ร้อยเอ็ด จากกรณีกลุ่มบุคคลอ้างเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ต่างประเทศ ล่อซื้อกระทงจากเด็กวัยรุ่น 2 คน อายุ 24 ปี และ 16 ปี ทำขายเป็นรูปการ์ตูนการ์ฟีล 30 ใบแล้ว ก่อนแจ้งตำรวจจับดำเนินคดีโดยเรียกร้องเงิน 50,000บาท แต่ไม่มีเงินจ่าย จึงมอบให้ตำรวจ สภ.ธวัชบุรี ดำเนินคดี แต่ต่อมาพยายามเจรจาขอ 30,000 บาท ทำให้วัยรุ่นทั้ง 2 คนถูกขัง 1 คืน ก่อนได้รับการประกันตัว ต่อมาวัยรุ่นทั้ง 2 คนพร้อมผู้ปกครอง เดินทางไปยังสถานพินิจ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อรายงานข้อเท็จจริงของการจับกุม

น.ส.มลิสา ภายะโส อายุ 24 ปี ผู้ผลิตกระทง กล่าวว่า ตนทำกระทงขายในปีนี้เป็นปีที่ 2 แล้ว แต่ทำไม่มาก ทำขายเล็กๆน้อยๆเพื่อหาค่าใช้จ่ายเนื่องจากเรียนจบมา 3 ปีแล้วยังไม่มีงานทำและกำลังจะไปเรียนต่อในโรงเรียนผู้ช่วยพยาบาล โดยปีนี้ทำกระทงขายเพียงคนเดียว ก่อนโพสต์ขาย จากนั้นมีผู้หญิงโทรมาสั่งซื้อกระทงเป็นรูปการ์ฟีล 30 อัน โดยนัดให้ไปส่ง ที่หน้าโรงพยาบาลธวัชดินแดง อ.ธวัชบุรี ตนจึงนำของไปส่งตามที่นัดหมายพร้อมชวนน.ส.สุกัญญา กันหารัตน์ อายุ 16 ปีไปด้วย จากนั้น ต่อมานายประจักษ์ โพธิผล 33 หมู่ที่ 1 ต.หนองหาร อ.หนองหาร จ.อุดรธานี

อ้างว่าเป็นตัวแทนรับมอบอำนาจจาก บริษัท พอส์ อิงค์ จำกัด และ บริษัท ซาน-เอกษ์ จำกัด พร้อมภรรยานำเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ธวัชบุรี มาแสดงตัวจับกุม อ้างว่าได้รับมอบหมายดูแลด้านลิขสิทธิ์จากต่างประเทศมาจับกุมดำเนินคดีกระทงการ์ตูนการ์ฟิล กับ รีแลคคูมะ 30 อัน ในราคา 750 บาท ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ จากนั้นจับตนและน.ส.สุกัญญา ไปควบคุมตัวที่สภ.ธวัชบุรี โดยมอบหมายให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี เบื้องต้นผู้กล่าวหาเรียกร้องเงินปิดคดี 50000 บาท แต่ตนไม่มีเงิน พร้อมวิงวอนขอความเห็นใจ เพราะตนเพียงแค่หาเงินเป็นรายได้เล็กๆน้อยๆ เพื่อส่งตัวเองเรียนเท่านั้น แต่ผู้จับกุมยังยืนยันให้ดำเนินคดี ก่อนรีบเดินทางกลับ จากนั้นไม่นานได้โทรศัพท์แจ้งพนักงานสอบสวนว่ายินดีจะยุติเรื่องโดยขอเงินค่าเสียหาย 30,000 บาทจะถอนแจ้งความ แต่ตนไม่มีเงินจึงยอมให้จับกุมดำเนินคดี และถูกคุมขัง 1คืน เนื่องจากไม่มีเงินประกันตัวทัน กระทั่งต่อมาได้หาเงิน 25,000 บาทมายื่นประกันตัว จึงได้รับการปล่อยชั่วคราวในเช้าวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา


นางมยุรี สาวิสิทธิ์ อายุ 40 ปี น้าของ น.ส.มลิสา ภายะโส กล่าวว่า ได้รับแจ้งว่าหลานถูกจับลิขสิทธิ์ในวันที่ 3 พฤศจิกายน โดยมีคนมาล่อซื้อ และอ้างว่ามีหลักฐาน การมอบอำนาจจากเจ้าของลิขสิทธิ์ต่างประเทศให้มาจับกุมผู้ละเมิดลิขสิทธิ์และเรียกเงินค่าเสียหาย 50,000 บาท ตนพยายามเจรจาขอความเห็นใจว่าเด็กไม่ได้ตั้งใจ และทำขายเล็กๆน้อยๆ เพื่อหารายได้ส่งตัวเองเรียน แต่ปรากฏว่า ผู้อ้างตัวเป็นตัวแทนบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ยินยอม หลานจึงถูกขังคุก เพราะหาเงินประกันไม่ทัน กระทั่งช่วงเช้าวันถัดมาหาเงินประกันออกมา เพื่อสู้คดี อยากจะขอความเป็นธรรมและขอความเห็นใจเนื่องจากหลานไม่มีเจตนา รวมทั้งเด็กอายุ 16 ปีไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง น่าจะยกเว้นละเว้นโทษให้ผ่อนหนักให้เป็นเบา เพราะเด็กไม่ทราบว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์เพราะทุกคนไม่มีเงิน

พ.ต.อ.ไกร สอนสี ผกก.สภ.ธวัชบุรี กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่าผู้อ้างเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แจ้งความร้องทุกข์ ขอให้พนักงานสอบสวนจับกุมผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ทำกระทง ผิดกฎหมาย ซึ่งไม่ทราบมาก่อนว่าเป็นเด็ก และเยาวชน จึงควบคุมตัวมาดำเนินคดีและพยายามเปิดโอกาสให้เจรจากัน ซึ่งผู้อ้างเป็นผู้เสียหายเรียกร้องเงิน 50,000 บาท แต่ผู้ต้องหา ไม่มีเงิน ได้วิงวอนขอความเห็นใจว่าไม่มีเจตนาละเมิดลิขสิทธิ์ ทำไปเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่เจ้าทุกข์ไม่ยินยอม ผู้ต้องหาไม่มีเงินให้ จึงมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี หลังจากนั้น ผู้อ้างเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ติดต่อพนักงานสอบสวน ขอลดค่าลิขสิทธิ์เหลือ 30,000 บาท แต่เด็กไม่มีเงินจ่าย เจ้าทุกข์ยืนยันที่จะเป็นคดี จึงต้องดำเนินตามกฎหมาย ตามที่ผู้เสียหายเรียกร้อง

ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายโดย ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีแต่อย่างใด เพราะทุกอย่างพนักงานสอบสวนให้ทั้งสองฝ่ายตกลงกันเอง แต่ตกลงกันไม่ได้ จึงต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนกรณีที่มีขังผู้ต้องหาเป็นเวลา 1 คืนนั้น สืบเนื่องจากผู้ต้องหาที่เป็นผู้ใหญ่สามารถประกันตัวได้ เนื่องจากบรรลุนิติภาวะแล้ว พนักงานสอบสวนอนุญาตให้ประกันตัวในวงเงิน 20,000 บาท แต่เด็ก 16 ปี ตำรวจไม่มีอำนาจในการให้ประกัน หรือ ปล่อยตัว ต้องนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หรือ ศาลอนุญาต หรนือสถานพินิจคุ้มครองเด็กดำเนินการอนุญาตให้ประกันตัวก่อน ทำให้ผู้ต้องหาอายุ 24 ปี เป็นห่วงเด็ก 16 ปีจึงอยู่เป็นเพื่อนในห้องขังเป็นเวลา 1 คืน จากนั้นช่วงเช้าจึงเข้าสู่กระบวนการ อนุญาตให้ประกันตัววงเงิน 500 บาท นอกจากนี้มีนัดเจรจากันในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 หากเจ้าทุกข์และผู้ต้องหาตกลงยอมความกันได้เรื่องยุติ ยืนยันว่าตำรวจไม่เกี่ยวข้อง ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง หรือได้รับผลประโยชน์แต่อย่างใด ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย พ.ต.อ.ไกร กล่าว


ที่มาข่าวสด
Previous Post
Next Post

post written by: