ไทม์ไลน์ “ทหารอียิปต์” ติดโคโรนาไวรัส เข้าออกไทย ไปเดินห้าง ไม่กักตัว


ไทม์ไลน์ “ทหารอียิปต์” ติดโคโรนาไวรัส เข้าออกไทย ไปเดินห้าง ไม่กักตัว

วันที่ 13 ก.ค. 2563 นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัส 3 รายใหม่ โดย 1 ใน 3 รายนี้ เป็นทหารอียิปต์ อายุ 43 ปี นับเป็นผู้ติดเชื้อรายที่ 3,220 ของประเทศไทย ซึ่งมีไทม์ไลน์ที่น่าสนใจ และเสี่ยงต่อการระบาดของโควิด-19 ดังนี้

    6 ก.ค. 2563 เดินทางจากกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
    7 ก.ค. 2563 เดินทางจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไปยังปากีสถาน
    8 ก.ค. 2563 เดินทางมาถึงสนามบินอู่ตะเภา เข้าพักที่โรงแรมแห่งในซึ่งเป็น State Quarantine ใน อ.เมืองระยอง
    9 ก.ค. 2563 ออกจากโรงแรมใน จ.ระยอง ไปสนามบินอู่ตะเภา เพื่อบินไปทำภารกิจทางการทหารที่เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน และกลับมาวันเดียวกันเข้าพักที่โรงแรมแห่งเดิม
    10 ก.ค. 2563 หน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคติดต่อ (CDCU) อ.เมืองระยอง เข้าคัดกรองอาการคณะเดินทางและลูกเรือ เก็บตัวอย่างส่งตรวจทั้งคณะ 31 ราย
    11 ก.ค. 2563 คณะดังกล่าวเดินทางออกจากประเทศไทยกลับไปยังอียิปต์ ซึ่งขณะนั้นผลตรวจยังไม่ชัดเจน จึงส่งตรวจซ้ำ
    12 ก.ค. 2563 ผลออกมายืนยันว่าติดเชื้อโควิด-19

ทั้งนี้ นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุม ศบค.ชุดเล็กวันนี้มีการพูดคุยกัน แม้จะเป็นลูกเรือต่างชาติเข้ามาในไทยตามข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฉบับที่ 12 ในข้อ (5) ผู้ควบคุมยานพาหนะหรือเจ้าหน้าที่ประจำยานพาหนะซึ่งจำเป็นต้องเดินทางเข้ามาตามภารกิจและมีกำหนดเวลาเดินทางออกนอกราชอาณาจักรชัดเจน โดยรายนี้เดินทางมาลงที่สนามบินอู่ตะเภา จึงต้องเกิดการทบทวนมาตรการการปฏิบัติกันใหม่ ทำให้โรงแรมดังกล่าวใน จ.ระยอง ถือว่าเป็นสถานที่สัมผัสกับผู้พบเชื้อ ซึ่งมาตรการสอบสวนโรคต้องครอบคลุมโรงแรมนี้ทั้งหมด ขณะที่นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็มีข้อสั่งการให้ออกมาตรการคุมเข้มในเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบอย่างละเอียด แม้ว่าผู้ติดเชื้อจะกลับประเทศตนเองไปแล้ว
"หัวหน้าสถานีเพาะชำกล้าไม้" ยอมถอนแจ้งความ "3 ชาวบ้านเก็บเห็ด" แล้ว



"หัวหน้าสถานีเพาะชำกล้าไม้" ยอมถอนแจ้งความ "3 ชาวบ้านเก็บเห็ด" แล้ว

พ.ต.อ.เทพพิทักษ์ แสงกล้า ผกก.สภ.เมืองศรีสะเกษ เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 14.00 น. ของวันที่ 9 ก.ค.63 นายประธาน ตันรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าสถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดศรีสะเกษ ได้เข้าพบ ร.ต.อ.ธีระศักดิ์ แก้วคำ พงส.สภ.เมืองศรีสะเกษ และแจ้งว่า ไม่ติดใจที่จะประสงค์ดำเนินคดีกับ นางปราณี อายุ 63 ปี นางบุญมี อายุ 59 ปี และนางทัศศอร อายุ 36 ปี ชาวบ้านบัวระรมย์ ต.ตองปิด อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ อีกต่อไป เนื่องจากบุคคลทั้ง 3 คนได้เข้าไปภายในสถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดศรีสะเกษ โดยไม่ได้ขออนุญาตเท่านั้น และไม่มีทรัพย์สินหรือสิ่งของมีค่าใด ๆ ของทางราชการได้รับความเสียหายแต่อย่างใด

ซึ่งนายประธาน ได้พิจารณาโดยละเอียดแล้วถี่ถ้วนแล้วเห็นว่า บุคคลทั้ง 3 คนไม่มีเจตนาที่จะบุกรุกเข้ามาในสถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดศรีสะเกษแต่อย่างใด และเป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน นายประธานจึงได้มาขอถอนเรื่องแจ้งความดำเนินคดีกับทั้ง 3 คน ซึ่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองศรีสะเกษ ได้รับแจ้งเอาไว้แล้ว ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี สภ.เมืองศรีสะเกษ ข้อที่ 21 ลงวันที่ 09 ก.ค.2563 เวลา 14.00 น.

พ.ต.อ.เทพพิทักษ์ กล่าวค่อว่า เมื่อพิจารณาจากสถานที่เกิดเหตุแล้วพบว่า ไม่มีการกร่น สร้างหรือเผา หรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดอันเป็นอันตรายแก่ทรัพยากรในที่ดิน และไม่มีทรัพย์สินของทางราชการเสียหายจากการกระทำของผู้ต้องหาทั้งสาม อีกทั้งสิ่งของที่ตรวจยึดได้จากผู้ต้องหาทั้งสามมีเพียงตะกร้าไม้จักสานคนละ 1 ใบ ภายในมีเห็ด(เห็ดขม) ซึ่งนำมาจากที่อื่นเพียงเล็กน้อย และเสียมขนาดเล็กคนละ 1 เล่ม อันเป็นอุปกรณ์เครื่องมือในการประกอบอาชีพในฐานะเกษตรกรเท่านั้น และผู้ต้องหาทั้งสามก็มีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอน้ำเกลี้ยง ซึ่งอยู่นอกพื้นที่อำเภอเมืองศรีสะเกษ อาจจะไม่ชำนาญเส้นทาง และไม่ทราบว่าบริเวณที่เกิดเหตุเป็นสถานที่ราชการ เนื่องจากมีสภาพเป็นผืนป่าจำนวน 100 ไร่ แม้ข้อเท็จจริงจะครบองค์ประกอบภายนอก

แต่พิจารณาจากพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้นเห็นว่า ผู้ต้องหาที่ 1, 2 และ 3 มิได้มีเจตนาอันเป็นองค์ประกอบภายใน อันจะเป็นการกระทำผิดร่วมกันบุกรุกตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(2) การกระทำของผู้ต้องหาที่ 1, 2 และ 3 จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดดังกล่าว ทางคดีจึงเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1, 2 และ 3 ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(2)

ที่มาข่าว สนุก
ฝนถล่มน้ำท่วมใหญ่เกาะคิวชู อพยพคน 2 แสน ดับแล้ว 16 ศพ


ฝนถล่มน้ำท่วมใหญ่เกาะคิวชู อพยพคน 2 แสน ดับแล้ว 16 ศพ

เกิดฝนตกหนักบนเกาะคิวชู ทางตะวันตกของญี่ปุ่น ทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่ม ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 16 ศพ และสูญหายอีก 9 คนสำนักข่าว เกียวโด ของญี่ปุ่นรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 4 ก.ค. 2563 ว่า เหตุฝนตกหนักบนเกาะคิวชู ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงไหลท่วมบ้านเรือนและรถยนต์ในจังหวัดคุมาโมโตะ กับจังหวัดคาโงะชิมะ ทางการต้องขอให้ประชาชนกว่า 203,200 คน
 
 อพยพไปยังศูนย์หลบภัยเมื่อวันเสาร์ แม่น้ำคุมะ ในจังหวัดคุมาโมโตะ เอ่อล้นตลิ่งทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้าง และมีเขื่อนดินแห่งหนึ่งในเมืองฮิโตโยชิ พังถล่มเป็นระยะทางกว่า 20 เมตร ด้านนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ เตรียมเคลื่อนทหารของกองกำลังป้องกันตนเองกว่า 10,000 นาย ลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือในปฏิบัติการกู้ภัย และสั่งเริ่มขนส่งของยังชีพไปมอบให้ผู้ประสบภัยในทันที

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น สั่งยกระดับการเตือนภัยฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของจังหวัดคุมาโมโตะกับจังหวัดคาโงะชิมะ สู่ระดับ 3 ซึ่งเป็นขั้นสูงสุด เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของทั้งสองจังหวัด และพยากรณ์ว่า ฝนจะตกต่อเนื่องไปจนถึงวันอาทิตย์ ให้ประชาชนระวังการล้นทะลักของแม่น้ำหลายสาย, ระวังดินถล่ม และน้ำท่วมในพื้นที่ต่ำด้วย
 

ที่มา  ภาพ/ข่าวไทยรัฐ
ตำรวจเร่งรวบรวมหลักฐานในหลายพื้นที่ เตรียมเรียก “ฌอน บูรณะหิรัญ” ไลฟ์โค้ชชื่อดังออกมาชี้แจงปมเงินบริจาคช่วยเหลือดับไฟป่า


ตำรวจเร่งรวบรวมหลักฐานในหลายพื้นที่ เตรียมเรียก “ฌอน บูรณะหิรัญ” ไลฟ์โค้ชชื่อดังออกมาชี้แจงปมเงินบริจาคช่วยเหลือดับไฟป่า

 “ศรีสุวรรณ” โร่แจ้ง บก.ปอท.ดำเนินคดี 3 ข้อหา ด้านผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านร้องศูนย์ดำรงธรรมอำเภอแม่ริมตรวจสอบเงินบริจาค ส่วนโฆษก ทบ.ยืนยันไม่ได้เป็นเจ้าภาพปลูกป่า ขณะที่เพื่อนรุ่นพี่ไลฟ์โค้ชบอกฌอนติดต่อขอให้ช่วยเหลือ แต่ปฏิเสธไป ส่วนโตโน่-ภาคิน แจงโอนเงินไป 1 แสนบาท หวังช่วยเหลือคนเชียงใหม่ หากฌอนนำไปใช้ส่วนตัวจะรู้สึกผิดหวัง

ตำรวจเร่งรวบรวมหลักฐานในหลายพื้นที่ เตรียมเรียก “ฌอน บูรณะหิรัญ” ไลฟ์โค้ชชื่อดังออกมาชี้แจงปมเงินบริจาคช่วยเหลือดับไฟป่า “ศรีสุวรรณ” โร่แจ้ง บก.ปอท.ดำเนินคดี 3 ข้อหา ด้านผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านร้องศูนย์ดำรงธรรมอำเภอแม่ริมตรวจสอบเงินบริจาค ส่วนโฆษก ทบ.ยืนยันไม่ได้เป็นเจ้าภาพปลูกป่า ขณะที่เพื่อนรุ่นพี่ไลฟ์โค้ชบอกฌอนติดต่อขอให้ช่วยเหลือ แต่ปฏิเสธไป ส่วนโตโน่-ภาคิน แจงโอนเงินไป 1 แสนบาท หวังช่วยเหลือคนเชียงใหม่ หากฌอนนำไปใช้ส่วนตัวจะรู้สึกผิดหวัง

“ฌอน บูรณะหิรัญ” นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ไลฟ์โค้ชชื่อดัง ยังเก็บตัวเงียบอยู่ที่กรุงเทพฯ โอดครวญถูกดึงเข้าไปพัวพันการเมือง ยืนยันพร้อมจะไปคุยกับผู้ว่าฯเชียงใหม่ และนายอำเภอเมืองเชียงใหม่ หลังไปร่วมงานปลูกต้นไม้ที่ จ.เชียงใหม่ พร้อมโพสต์ชื่นชม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกรัฐมนตรี จนถูกชาวโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์เกิดกระแสตีกลับในแง่ลบ ขณะที่ยังมีคนแห่ไปแจ้งจับนายฌอนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ชี้แจงเงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์
ความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 ก.ค. ที่ บก.ปอท. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้าพบ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท. ในฐานะโฆษก บก.ปอท. และ พ.ต.ท.ทศพร ศรีสัจจา สว. (สอบสวน) กก.2 บก.ปอท. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายฌอน บูรณะหิรัญ ไลฟ์โค้ชชื่อดังในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และการเรี่ยไรเงิน

นายศรีสุวรรณเปิดเผยว่า กรณีนายฌอน บูรณะหิรัญ โพสต์ข้อความขอรับบริจาคเงิน เพื่อช่วยดับไฟป่าที่ จ.เชียงใหม่ ได้เงินไปกว่า 8 แสนบาท ต่อมาโพสต์แสดงรายการการใช้เงินบริจาค ปรากฏว่าไม่ได้นำเงินบริจาคไปช่วยไฟป่าตามวัตถุประสงค์ แต่กลับนำไปบริจาคช่วยโรงพยาบาลในช่วงโควิด-19 นำเงินไปผลิตสื่อเพื่อประโยชน์ส่วนตนกว่า 2.5 แสนบาท และการแสดงใบเสร็จในชื่อบริษัทของตน อีกทั้งยังไม่เปิดเผยยอดบัญชีรายรับเงินบริจาค ไม่ได้ขออนุญาตจากนายอำเภอเมืองเชียงใหม่ในการขอรับบริจาคตาม พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยนำพยานหลักฐานสิ่งที่นายฌอนโพสต์ในเฟซบุ๊ก แจ้งความต่อตำรวจบก.ปอท. รวม 3 ข้อหา คือ 1.ฐานฉ้อโกงประชาชน 2.นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ 3.ยักยอกทรัพย์

“ในฐานะเป็นประชาชนคนไทยเห็นว่า ไลฟ์โค้ชชื่อดังเปิดรับการบริจาคเงินช่วยดับไฟป่าใน จ.เชียงใหม่ และใช้เงินบริจาคไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน เป็นคดีความอาญาแผ่นดิน ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เสียหายที่บริจาคเงินให้นายฌอนโดยตรง แต่บุคคลใดก็ได้มาแจ้งความ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนเรียกนายฌอนมาสอบปากคำตามที่ถูกกล่าวหา หากพบมีการกระทำความผิดจริง ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป” นายศรีสุวรรณกล่าว

ด้าน พ.ต.อ.ศิริวัฒน์กล่าวว่า เบื้องต้นรับแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ พร้อมสอบปากคำผู้ร้อง หลังจากนี้จะรวบรวมพยานหลักฐาน กรณีมีคนไปแจ้งความเอาผิดนายฌอน ที่ สภ.ปากเกร็ดก่อนหน้านี้ ต้องตรวจสอบเป็นเรื่องและข้อมูลหลักฐานเดียวกันหรือไม่ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงการจัดโครงการรวมใจไทยปลูกต้นไม้ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการที่บริเวณป่าดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 21 พ.ค. มีนายฌอน บูรณะหิรัญ ไลฟ์โค้ชชื่อดังไปร่วมงานว่า กิจกรรมดังกล่าวมีหน่วยทหารในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ไปร่วมงานด้วย แต่กองทัพบกไม่ได้เป็นเจ้าภาพจัดงาน ยืนยันว่าเป็นเรื่องปกติเวลาที่จังหวัดมีการจัดงาน จะเชิญหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนในพื้นที่ไปร่วมทำกิจกรรมด้วย โดยเฉพาะกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ สำหรับรายละเอียดการจัดงานนั้น กองทัพบกไม่ทราบรายละเอียด และไม่ได้ยุ่งเกี่ยวด้วย เป็นเพียงการไปร่วมงานตามปกติ

ต่อมาเวลา 12.00 น. นายธรม รักษ์ธรรมธัญ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 5 ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เข้าร้องต่อศูนย์ดำรงธรรมอำเภอแม่ริม กรณีการรับบริจาคและเรี่ยไรเงินของนายฌอน บูรณะหิรัญ เป็นการกล่าวอ้างชุดทีมงานป้องกันไฟป่า และทำการหาประโยชน์ ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงต่อนายธรมและทีมงานที่ปฏิบัติหน้าที่ร่วม 50 นาย ยืนยันไม่เคยเห็นหน้า หรือได้รับการสนับสนุนและช่วยเหลือตามที่กล่าวอ้าง มีความประสงค์ขอให้ดำเนินคดี และตรวจสอบความถูกต้อง มีนายบุญญฤทธิ์ นิปวณิชย์ ปลัดอำเภอแม่ริม จ.เชียงใหม่ รับเรื่องไว้

ด้านนายบุญญฤทธิ์ นิปวณิชย์ ปลัดอำเภอแม่ริม เปิดเผยว่า หลังจากรับเรื่องดำเนินการสอบปากคำนายธรมเป็นตัวแทนผู้เสียหาย จากนั้นจะนำเสนอต่อนายอำเภอแม่ริม เพื่อขอให้ออกหนังสือเรียกตัวนายฌอน บูรณะหิรัญ มารับทราบ และชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พร้อมจะให้ความเป็นธรรมในเรื่องที่เกิดขึ้น ส่วน พ.ต.อ.พิเชษฐ์ จีระนันตสิน รอง ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ตรวจสอบเรื่องการปลูกป่าว่านายฌอนไปร่วมงานได้อย่างไร ใครพาไป หรือหน่วยงานที่ไหนจ้างไป พบว่าไปกับหน่วยงานแห่งหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับ บก.ภ.จ.เชียงใหม่ และรัฐบาลแต่อย่างใด

ส่วนเพื่อนรุ่นพี่นายฌอนอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเรื่องขึ้นมาตนไปพบกับนายฌอนที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ นายฌอนยังถามเรื่องการดับไฟป่า จ.เชียงใหม่ และปัญหาขยะเมืองเชียงใหม่ หลังเกิดปัญหาเรื่องรับเงินบริจาค นายฌอนติดต่อขอให้ช่วยเหลือแต่ตนปฏิเสธไป

ส่วนนายทินภัทร ภัทรเกียรติทวี อายุ 28 ปีแอดมินโพควาโปรดักชั่น เป็น 1 ในทีมที่นายฌอน บูรณะหิรัญ จ้างลงพื้นที่สำรวจการถ่ายทำวิดีโอปัญหาไฟป่า เปิดเผยว่า ตนและทีมงานลงพื้นที่เพื่อทำสื่อในการนำเสนอเกี่ยวกับปัญหาไฟป่าอยู่แล้ว ช่วงนั้นตนชวนทีมงานนายฌอนเข้าร่วมลงพื้นที่ อ.สะเมิงใต้ จ.เชียงใหม่ เพื่อไปบริจาคของในวันที่ 18 เม.ย. แต่มีค่าใช้บ้างในการเดินทางบางส่วน นายฌอนตอบรับไปพร้อมกับแฟนสาว และทีมงานอีก 2 คน จากนั้นทีมงานไปดูวิธีการดับไฟป่า และศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจต่อไร่หมุนเวียน หลังเสร็จงานนายฌอนโอนเงินค่าเดินทาง และค่าประสานให้กับตน 1,500 บาท หลังจากนั้นมีคนนำไปโพสต์พาดพิงตนอาจมีส่วนเกี่ยวพันกับเงินบริจาค เกิดความไม่สบายใจ ต้องออกมาชี้แจงที่มาที่ไป แม้ว่าเงินดังกล่าวจำนวนไม่มาก แต่เมื่อสังคมตั้งคำถาม ตนต้องตอบในส่วนที่รับรู้และเกี่ยวข้องเท่านั้น

ส่วนประเด็นเรื่องพระเอกและนักร้องชื่อดัง โตโน่-ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ โอนเงินส่วนตัวบริจาคให้แก่นายฌอนก่อนหน้านี้เป็นเงิน 1 แสนบาทนั้น โตโน่แถลงข่าวชี้แจงว่า โอนเงินให้นายฌอนจริง ตอนนั้นไฟป่าที่ จ.เชียงใหม่หนักมาก ตนอยากให้ความช่วยเหลือในช่องทางที่จะไปถึงเจ้าหน้าที่ และคนที่เดือดร้อนเร็วที่สุด ความจริงตนอยากไปช่วยด้วยตัวเอง แต่ติดสถานการณ์โควิด-19 ตนเห็นว่านายฌอนทำเรื่องฝุ่น PM2.5 และไฟป่าที่ จ.เชียงใหม่อยู่และรู้จักนายฌอน เห็นว่าเขาเอาไปทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ โอนเงินและส่งสลิปไปให้ ส่วนเรื่องประเด็นดราม่าตนไม่ได้ตกใจ ยอมรับว่าก่อนหน้านี้ได้คุยกับนายฌอน 2 ครั้ง เพราะเป็นห่วงเพื่อนที่ไปยุ่งไปแตะเรื่องการเมือง แต่ไม่ได้ถามเรื่องเงินว่าเอาไปทำอะไร แต่ถ้านายฌอนเอาเงินที่ตนตั้งใจช่วยคนเชียงใหม่ เอาไปทำเพื่อตัวเองตนจะเสียความรู้สึก

ผู้สื่อข่าวตรวจสอบเส้นทางที่นายฌอน บูรณะหิรัญ ไปร่วมงานปลูกป่าที่ จ.เชียงใหม่ ทราบว่านายฌอนไปร่วมโครงการ “รวมใจไทยปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูป่าและเพิ่มพื้นที่สีเขียว” เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่บริเวณป่าดอยสุเทพ (ห้วยตึงเฒ่า) อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน มีบริษัทออร์กาไนซ์รับจ้างจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินการจัดงาน และเชิญนายฌอนเข้าร่วมงานพร้อมแจกเสื้อยืด เฟซชิลด์ และเจลล้างมือให้กับผู้ร่วมงาน

ที่มาข่าวไทยรัฐ
รองโฆษก ตร.เตือนพวกไลฟ์สดพูดเร็วหลอกขายทอง เพชร ระวังติดคุก 5 ปี


รองโฆษก ตร.เตือนพวกไลฟ์สดพูดเร็วหลอกขายทอง เพชร ระวังติดคุก 5 ปี

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร.ฮึ่ม พ่อค้าไลฟ์สดใช้เทคนิคพูดเร็ว หลอกขายทอง ขายเพชร เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 หรือทั้งจำทั้งปรับ

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2563 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร.เปิดเผยถึงการแฉเบื้องหลังกลโกงไลฟ์ขายทอง ขายเพชร ว่า ตามที่มีการนำเสนอข่าว มีผู้ค้ารายหนึ่ง ไลฟ์ขายทอง ขายเพชร ออนไลน์ใช้เทคนิคการหลอกขาย โดยการพูดเร็ว ๆ ขายทอง ขายเพชร ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดหลายเท่า แต่สุดท้ายลูกค้ากลับได้สินค้าที่ไม่มีคุณภาพ ไม่ตรงกับที่ได้แจ้งเอาไว้ พอลูกค้าจะขอเงินคืน ไม่อยากได้สินค้า ผู้ค้าก็จะหักเปอร์เซ็นเป็นค่าเสียเวลาหรือประจานลูกค้า ส่งผลให้มีผู้เสียหายหลายรายในวงกว้างนั้น

การกระทำดังกล่าวอาจจะเข้าข่ายความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 หรือทั้งจำทั้งปรับ, โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรืออาจจะเข้าข่ายความผิดฐาน ขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

รอง โฆษก ตร. กล่าวอีกว่า ขอประณามการกระทำในลักษณะดังกล่าว ที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ในการนี้ ขอประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชน ก่อนชำระเงินซื้อสินค้าใดๆ ก็ตามควรดูลักษณะร้านค้าออนไลน์ หรือผู้ขาย ที่มีความน่าเชื่อถือ เช่น มีการลงทะเบียนธุรกิจออนไลน์ ดูจากเครื่องหมายทะเบียน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ DBD มีการตอบรับในทางที่ดีหรือไม่ โดยสังเกตจากกระทู้ หรือเว็บไซต์การรีวิวสินค้านั้นๆ มีการบอกรายละเอียดสินค้าครบถ้วน ชัดเจนหรือไม่ รวมถึงเงื่อนไขการประกันสินค้า การบริการหลังการขาย ที่สำคัญต้องขายสินค้าที่ถูกกฎหมาย ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือเป็นสินค้าเลียนเเบบ พึงระลึกไว้ว่าของฟรีไม่มีในโลก ของถูก ต้องถูกอย่างมีเหตุผล การลงทุน การซื้อสินค้าออนไลน์ ต้องตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้รอบด้านเสียก่อนตัดสินใจ

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบว่า ตนเองถูกหลอก สามารถเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุที่สถานีตำรวจในท้องที่ที่เกิดเหตุทั่วประเทศ, บก.ปอท. หรือ ศปอส.ตร. หมายเลขสายด่วน 1599 หรือ 1155 ได้ตลอด 24 ชม. 

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร.ฮึ่ม พ่อค้าไลฟ์สดใช้เทคนิคพูดเร็ว หลอกขายทอง ขายเพชร เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 หรือทั้งจำทั้งปรับ

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2563 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร.เปิดเผยถึงการแฉเบื้องหลังกลโกงไลฟ์ขายทอง ขายเพชร ว่า ตามที่มีการนำเสนอข่าว มีผู้ค้ารายหนึ่ง ไลฟ์ขายทอง ขายเพชร ออนไลน์ใช้เทคนิคการหลอกขาย โดยการพูดเร็ว ๆ ขายทอง ขายเพชร ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดหลายเท่า แต่สุดท้ายลูกค้ากลับได้สินค้าที่ไม่มีคุณภาพ ไม่ตรงกับที่ได้แจ้งเอาไว้ พอลูกค้าจะขอเงินคืน ไม่อยากได้สินค้า ผู้ค้าก็จะหักเปอร์เซ็นเป็นค่าเสียเวลาหรือประจานลูกค้า ส่งผลให้มีผู้เสียหายหลายรายในวงกว้างนั้น

การกระทำดังกล่าวอาจจะเข้าข่ายความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 หรือทั้งจำทั้งปรับ, โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรืออาจจะเข้าข่ายความผิดฐาน ขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

รอง โฆษก ตร. กล่าวอีกว่า ขอประณามการกระทำในลักษณะดังกล่าว ที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ในการนี้ ขอประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชน ก่อนชำระเงินซื้อสินค้าใดๆ ก็ตามควรดูลักษณะร้านค้าออนไลน์ หรือผู้ขาย ที่มีความน่าเชื่อถือ เช่น มีการลงทะเบียนธุรกิจออนไลน์ ดูจากเครื่องหมายทะเบียน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ DBD มีการตอบรับในทางที่ดีหรือไม่ โดยสังเกตจากกระทู้ หรือเว็บไซต์การรีวิวสินค้านั้นๆ มีการบอกรายละเอียดสินค้าครบถ้วน ชัดเจนหรือไม่ รวมถึงเงื่อนไขการประกันสินค้า การบริการหลังการขาย ที่สำคัญต้องขายสินค้าที่ถูกกฎหมาย ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือเป็นสินค้าเลียนเเบบ พึงระลึกไว้ว่าของฟรีไม่มีในโลก ของถูก ต้องถูกอย่างมีเหตุผล การลงทุน การซื้อสินค้าออนไลน์ ต้องตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้รอบด้านเสียก่อนตัดสินใจ

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบว่า ตนเองถูกหลอก สามารถเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุที่สถานีตำรวจในท้องที่ที่เกิดเหตุทั่วประเทศ, บก.ปอท. หรือ ศปอส.ตร. หมายเลขสายด่วน 1599 หรือ 1155 ได้ตลอด 24 ชม.

เครดิตภาพบางส่วน: เฟซบุ๊ก ณัฐฐิญา มาค่ะ
พบ “ไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่” ในจีน


ต้องอ่าน พบ “ไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่” ในจีน

นักวิทยาศาสตร์เผยผลการค้นพบไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งมีศักยภาพมากพอที่จะกลายเป็นโรคระบาดใหญ่ในประเทศจีน ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลายขณะที่สถานการณ์โควิด-19 ในหลายประเทศยังคงเลวร้ายลง ขณะที่สถานการณ์ในจีนก็ดูจะอยู่ในการควบคุม แต่มนุษย์ยังไม่สามารถลดการ์ดได้ เมื่อไวรัสชนิดใหม่ถูกค้นพบในจีน

การศึกษาในวารสารวิทยาศาสตร์ PNAS ของสหรัฐอเมริกา เผยว่า นักวิจัยในประเทศจีนได้ค้นพบไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่ ชื่อ “G4” เป็นสายพันธุ์ที่สืบเชื้อสายมาจากสายพันธุ์ H1N1 ที่ทำให้เกิดการระบาดใหญ่ในปี 2009

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจีนและศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีน (China CDC) ระบุไว้ในผลการศึกษาที่ตีพิมพ์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (29 มิ.ย.) ว่า ไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่นี้ “สามารถปรับตัวให้อยู่ในร่างกายมนุษย์ได้” โดยปัจจุบันทราบว่า สามารถติดต่อจากสุกรสู่มนุษย์ได้ แต่ยังไม่พบว่าติดต่อจากมนุษย์สู่มนุษย์

อย่างไรก็ตาม “มีความกังวลว่า หากเชื้อไวรัส G4 เข้าไปอยู่ในร่างกายมนุษย์ จะทำให้เชื้อมีการปรับตัว และเพิ่มความเสี่ยงต่อการระบาดใหญ่ในมนุษย์” นักวิจัยกล่าว

การค้นพบนี้ เกิดจากการเฝ้าระวังการระบาด โดยระหว่างปี 2011 ถึงปี 2018 นักวิจัยได้ทำการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งกว่า 30,000 ตัวอย่างจากสุกรในโรงฆ่าสัตว์ใน 10 มณฑลของจีนและในโรงพยาบาลสัตว์ต่าง ๆ เพื่อนำมาศึกษาหาเชื้อไวรัสต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดการแพร่ระบาด และพบเชื้อไวรัสก่อโรคไข้หวัดหมูมากถึง 179 ชนิด

ไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่ G4 นี้ มีการติดเชื้อที่สูง สามารถขยายตัวในเซลล์ของมนุษย์ได้ และเกิดอาการรุนแรงในพังพอนมากกว่าไวรัสตัวอื่น การทดสอบยังแสดงให้เห็นว่ามนุษย์ที่มีภูมิคุ้มกันจากการสัมผัสกับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ไม่สามารถป้องกันตัวเองจากไข้หวัดหมู G4 ได้

ปัจจุบัน คนงานในโรงฆ่าสัตว์และธุรกิจเกี่ยวกับสุกร จำนวนมากกว่า 10% ติดเชื้อไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่แล้วจากการตรวจแอนติบอดี การทดสอบยังแสดงให้เห็นว่า 4.4% ของประชากรจีนโดยทั่วไปก็ดูเหมือนจะได้รับเชื้อแล้ว

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ควรมีการดำเนินมาตรการควบคุมไวรัสในสุกรอย่างรวดเร็ว และเร่งตรวจสอบคนงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุกรอย่างใกล้ชิด

ด้าน เจมส์ วูด (James Wood) หัวหน้าแผนกสัตวแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์กล่าวว่า “การค้นพบดังกล่าวเป็นเครื่องเตือนใจว่า มีความเสี่ยงต่อการเกิดขึ้นใหม่ของโรคติดเชื้อในสัตว์ และรวมถึงสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม ซึ่งอาจแพร่เชื้อมาสู่มนุษย์ได้ง่ายกว่าสัตว์ป่า และอาจเป็นแหล่งของไวรัสก่อโรคแพร่ระบาดที่สำคัญ” ทั้งนี้ โควิด-19 และไข้หวัดหมู ต่างเป็นโรคติดต่อจากสัตว์เหมือนกัน

เรียบเรียงจาก BBC, The Guardian
รับงาน "บิ๊กป้อม" พาซวย ทำชีวิต "ฌอน บูรณะหิรัญ" แทบพัง ถูกขุดคุ้ยไม่จบ

รับงาน "บิ๊กป้อม" พาซวย ทำชีวิต "ฌอน บูรณะหิรัญ" แทบพัง ถูกขุดคุ้ยไม่จบ

ไลฟ์โค้ชคนดัง “ฌอน บูรณะหิรัญ” เจอดราม่าต่อเนื่อง หลังออกปากชม “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ น่ารัก ทำให้ชีวิตขณะนี้เต็มไปด้วยความปั่นป่วน มีคนออกมาแฉ ออกมาขุดคุ้ย ตั้งแต่เรื่องการเปิดรับบริจาคเงินช่วยเหลือดับไฟป่า ในทำนองว่านำไปใช้ไม่ถูกวัตถุประสงค์ และมีคนจับได้อีกเมื่อไลฟ์โค้ชคนดัง เปิดให้ชมบ้านตัวเองในรายการทีวีช่องหนึ่ง สุดท้ายแล้วมันไม่ใช่ กลายเป็นเรื่องเฟกอีกแล้ว ยังไม่รวมอีกหลายเรื่องจะตามมาในไม่ช้


ไลฟ์โค้ชคนดัง “ฌอน บูรณะหิรัญ” เจอดราม่าต่อเนื่อง หลังออกปากชม “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ น่ารัก ทำให้ชีวิตขณะนี้เต็มไปด้วยความปั่นป่วน มีคนออกมาแฉ ออกมาขุดคุ้ย ตั้งแต่เรื่องการเปิดรับบริจาคเงินช่วยเหลือดับไฟป่า ในทำนองว่านำไปใช้ไม่ถูกวัตถุประสงค์ และมีคนจับได้อีกเมื่อไลฟ์โค้ชคนดัง เปิดให้ชมบ้านตัวเองในรายการทีวีช่องหนึ่ง สุดท้ายแล้วมันไม่ใช่ กลายเป็นเรื่องเฟกอีกแล้ว ยังไม่รวมอีกหลายเรื่องจะตามมาในไม่ช้า

จากอินฟลูเอนเซอร์ ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด เป็นแม่เหล็กดึงดูดความสนใจ มีคนกดไลค์เพจมากถึง 3 ล้านคน ดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องหนักอกสำหรับเขาไปแล้วในขณะนี้ อาจจะเจอปัญหาอุปสรรคลุกลามใหญ่โต สุ่มเสี่ยงกระทบอาชีพไลฟ์โค้ช ผู้สร้างแรงบันดาลใจ เพราะพิษ “บิ๊กป้อม” หรือไม่? เป็นสิ่งที่น่าคิดสำหรับอนาคตของ “ฌอน บูรณะหิรัญ” หนุ่มวัย 29 ปี จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร เมื่อไลฟ์โค้ช อาจไม่สามารถแก้ปัญหาชีวิตตัวเองได้

รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก กล่าวกับ "ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์" ว่า การเมืองเป็นเรื่องอ่อนไหว เพราะฉะนั้นการจะสื่อสารเรื่องการเมือง ทางผู้ทำหน้าที่ส่งสารต้องทำอย่างระมัดระวังในการส่งแนวคิดอุดมการณ์ จะต้องคิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา และหากย้อนไปการที่ “ฌอน บูรณะหิรัญ” ชม “บิ๊กป้อม” เป็นเรื่องของความมักง่ายในการรับงานเสริมไปร่วมกิจกรรมปลูกป่า ซึ่งการกล่าวอวย คงคิดว่าไม่มีอะไร แต่กลับกลายเป็นความเข้าใจผิดของตัว “ฌอน” เอง

“การรับงานอีเวนต์ต่างๆ ของดารา นักแสดง สามารถรับงานได้ แต่ ฌอน ในฐานะไลฟ์โค้ช ได้ให้เครดิตบิ๊กป้อม เพื่อให้คนติดตาม และคล้อยตาม กลายเป็นการข้ามเส้นไป เพราะคนในโลกโซเชียลรู้ทันฌอน นำไปสู่การอันฟอลโลว์ เป็นปรากฏการณ์แสดงให้เห็นว่าความพยายามพูดว่า บิ๊กป้อม น่ารัก และพยายามพูดว่าสื่อมีการชี้นำ ทำให้สถานะจากไลฟ์โค้ช ซึ่งน่าจะเป็นคนมีวิจารณญาณสูง กลับกลายมาพูดให้คนรับรู้ในทางตรงข้าม ทำให้คนกลับมองว่า ฌอน เฟกหรือไม่ เพราะทำให้คนจับได้ ถือเป็นบทเรียนในการรับงานแบบมักง่าย”

อีกประเด็นที่ตั้งข้อสังเกตในการพูดถึงสื่อของ “ฌอน” เหมือนมีการทำสคริปต์เอาไว้ ซึ่งไม่เข้ากันแต่พยายามทำให้เข้ากัน และอีกอย่าง "ฌอน" มีคนติดตามเพจมากถึง 3 ล้านคน ทางคนที่ว่าจ้างให้งานอาจหวังใช้เครดิตของ “ฌอน” มาเพิ่มเครดิตให้ “บิ๊กป้อม” จนทำให้ตัวเองเดือดร้อนไปด้วย และดูจากรูปการณ์ในการทำอาชีพต่อไปของ “ฌอน” เมื่อกลุ่มโซเชียลพยายามขุดคุ้ยเรื่องต่างๆ ออกมา ดูเหมือนสอดรับกันไปหมด และพบข้อมูลเป็นเท็จในการสร้างตัวตน ซึ่งเป็นอันตรายกับตัว “ฌอน”

“การสร้างเรื่องเท็จเป็นอันตรายกับเค้า และตัวเค้าต่างหากที่ถูกมองว่าเฟก ยิ่งขุดไปขุดมาค่อนข้างอันตราย จากการรับงานครั้งเดียวซวย ที่ผู้ให้งานบ่งชี้ชัดต้องการให้ฌอน ทำอะไร ก็เท่ากับว่าตกเป็นเหยื่อ จากที่รับงานเสริมคิดว่าคงไม่เป็นไร กลับกลายเป็นความซวยในที่สุด”.


ที่มาข่าวไทยรัฐ
"ศรีสุวรรณ" จี้ตรวจสอบ "ฌอน" รับบริจาค ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ อาจเข้าข่ายฉ้อโกง


"ศรีสุวรรณ" จี้ตรวจสอบ "ฌอน" รับบริจาค ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ อาจเข้าข่ายฉ้อโกง

วันที่ 28 มิ.ย. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่นาย ฌอน บูรณะหิรัญ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดรับบริจาคเพื่อนำมาช่วยดับไฟป่าดอยสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 30 มี.ค.2563 จนถึง 1 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา โดยมีผู้ร่วมบริจาคเป็นจำนวนเงิน 875,741.53 บาท แต่กลับนำเงินบริจาคส่วนหนึ่ง มูลค่า 254,516.53 บาท มาใช้ทำสื่อ เพื่อประชาสัมพันธ์ ว่า เบื้องต้นการรับบริจาคดังกล่าวแม้มีวัตถุประสงค์เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่จะต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรเสียก่อน ตามความใน ม.6 ประกอบ ม.8 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.2487

ซึ่งตามกฎกระทรวงแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ กำหนดให้ นายอำเภอ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ม.8 สำหรับในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งต้องตรวจสอบต่อไปว่า ผู้ขออนุญาตเคยต้องโทษเกี่ยวกับทรัพย์ กรรโชก ฉ้อโกง ยักยอกทรัพย์ หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายลักษณะอาญาหรือไม่ หากใครฝ่าฝืนย่อมมีความผิดตาม ม.17 ประกอบ ม.19 ได้หรือหากผู้จัดกิจกรรมปิดบังอำพรางข้อเท็จจริงก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานแจ้งความเท็จตาม ปอ. ม.172 ด้วย

สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังอธิบดีกรมการปกครอง เพื่อขอให้ตรวจสอบว่ากรณีการขอรับบริจาคของ นายฌอน บูรณะหิรัญ นั้นได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ดังนี้

1. กิจกรรมการเรี่ยไรดังกล่าวมีการดำเนินการขออนุญาตจากนายอำเภอเมือง จ.เชียงใหม่ ตามกฎกระทรวง แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร 2487 แล้วหรือไม่ อย่างไร

2. กิจกรรมการเรี่ยไรดังกล่าวมีการออกใบรับเงินให้กับผู้บริจาคทุกคน และมีต้นขั้วใบรับไว้เป็นหลักฐานตามที่กำหนดไว้ใน ม.13 หรือไม่

3. เงินบริจาคที่ได้มาดังกล่าว มีการนำไปใช้จ่ายในการจัดทำสื่อเพื่อประชาสัมพันธ์ตนเอง เป็นการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ตาม ม.14 หรือไม่ อย่างไร และหากนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ อาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง ตามกฎหมายอาญา ม.341 ได้ ที่ระบุว่า “ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งและโดยการหลอกลวงให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ทั้งนี้ กิจกรรมการขอรับบริจาคของนายฌอน ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นลงไปแล้ว หากเป็นการดำเนินการที่ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.2487 และประมวลกฎหมายอาญา ก็ย่อมที่จะฝ่าฝืน พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 ตามไปด้วย ย่อมถือได้ว่า “เป็นความผิดที่สำเร็จแล้ว” กรมการปกครองต้องดำเนินการทางกฎหมายเพื่อแจ้งความดำเนินคดีตามครรลองของกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ไม่อาจมีข้อยกเว้นให้บุคคลใดได้

ข่าวไทยรัฐ
ลุงโหดแทงพ่อเจ้าบ่าวดับ อ้างเปิดเพลงให้รำคาญ ชอบฟังแค่หมอลำ


ลุงโหดแทงพ่อเจ้าบ่าวดับ อ้างเปิดเพลงให้รำคาญ ชอบฟังแค่หมอลำ


โหดจัด ลุง 65 มือมีดแทงพ่อเจ้าบ่าวดับคาขบวนขันหมากที่บุรีรัมย์ สารภาพในสภาพเจ็บหนัก หลังถูกชาวบ้านรุมกระทืบจับมัดกับต้นไม้ อ้าง "ชอบฟังแค่เพลงหมอลำ ใครเปิดเพลงอื่นให้รำคาญ ถึงตาย" ญาติสุดแค้นทำงานมงคลล่ม วันที่ 26 มิ.ย.63 กรณี นายหวัน ชินเกศ อายุ 65 ปี เป็นชาวบ้านหมู่ 8 ต.เมืองแก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ใช้มีดปลายแหลมแทง นายสำรวย มาดี อายุ 51 ปี พ่อเจ้าบ่าว เหตุเกิดที่บ้านเลขที่ 61 หมู่ 8 บ้านกระทุ่ม ขณะกำลังตั้งขบวนขันหมากจะแห่ไปบ้านเจ้าสาว มีการเปิดเพลงเพื่อความครึกครื้นก่อนชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์จนได้รับบาดเจ็บ หมดฤทธิ์ แล้วมัดมือมัดเท้าติดกับต้นไม้เพื่อให้หายคลั่ง ส่วนนายสำรวยไปเสียชีวิตที่รพ. สร้างความโศกเศร้าให้กับญาติเป็นอย่างมาก ที่งานมงคลต้องกลายเป็นงานศพ

โดยหลังจากชาวบ้านนำคนถูกแทงส่งโรงพยาบาล หลายคนได้สาปแช่งนายหวัน ฆาตกรโหด โดยเฉพาะ นางบัวลา ตลับทอง แม่ยายของผู้ตาย ได้ด่าว่า นายหวัน อย่างดุเดือดหลังจากนั้น นายหวัน ได้เปิดปากสารภาพในสภาพบาดเจ็บสาหัส ว่า สาเหตุเพราะตนไม่พอใจที่มีการเปิดเพลงเสียงดัง โดยเฉพาะเพลงที่เปิดไม่ใช่เพลงหมอลำ ที่ผ่านมาเคยมาต่อว่าหลายครั้ง แต่ไม่ยอมหยุด จึงทนไม่ไหว และตั้งใจมาทำร้ายเจ้าภาพต้นเหตุ

ด้าน นายบุญตัน เปียงรัมย์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ กล่าวว่า เห็น นายหวันขี่จักรยานมาจอดโดยไม่ถามใคร แล้วดึงมีดออกจากฝัก ปรี่เข้าไปหาผู้ตายทันที เหมือนตั้งใจมาตั้งแต่บ้าน ยอมรับไม่มีใครสามารถช่วยได้ทัน เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก
สรุป ชายเร่ร่อน ผู้ต้องสงสัยคดีน้องชมพู่ "ป่วยจิตเวช" ต้องรักษาก่อน



สรุป ชายเร่ร่อน ผู้ต้องสงสัยคดีน้องชมพู่ "ป่วยจิตเวช" ต้องรักษาก่อน 

วันที่ 26 มิถุนายน สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนคลี่คลายคดีน้องชมพู่ ที่เสียชีวิติอย่างมีเงื่อนงำในป่าท้ายหมู่บ้านกกกอก ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ได้ควบคุมตัวนายสงบ อายุ 56 ปี ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับคนสติไม่สมประกอบ สะพายกระเป๋าเป้และถุงกระสอบพาดบ่า เดินลงมาจากภูเหล็กไฟ จุดที่พบศพน้องชมพู่ เมื่อเห็นชาวบ้านก็พยายามเดินหนีอย่างรวดเร็ว จึงได้มีการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวมาสอบปากคำที่ สภ.กกตูมโดยนายสงบตอบคำถามเจ้าหน้าที่ว่า มีภูมิลำเนาอยู่ จ.สุรินทร์ เดินทางเข้ามาที่ภูเหล็กไฟและตามสถานที่ต่าง ๆ เนื่องจากที่ได้ยินเสียงองค์เทพสั่งในหู และเมื่อเปิดถุงกระสอบที่นำติดตัวมาด้วยพบสิ่งของเครื่องใช้ คือ มุ้ง น้ำดื่ม กล้วยดิบ เชือก กะลาตาเดียว มีด กรรไกร อุปกรณ์การยังชีพ และตรวจพบ เสื้อเด็ก หนังสือเรียน ในกระเป๋าเป้นักเรียนเด็ก รวมทั้งพบเส้นผม มีด ภาพผู้หญิงใส่ชุดว่ายน้ำ เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมไว้เพื่อนำส่งศูนย์พิสูจน์หลักฐานดำเนินการตรวจสอบต่อไป


จากนั้น ได้นำตัวนายสงบไปส่งโรงพยาบาลมุกดาหาร เพื่อให้แพทย์ตรวจว่ามีความผิดปกติทางร่างกายและจิตใจหรือไม่ต่อมาเวลา 16.08 น. ของวันที่ 26 มิถุนายน นายแพทย์บัญชา ผลานุวงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมุกดาหาร ได้ทำคำแถลงชี้แจงกรณีรับตัวนายสงบไว้เป็นผู้ป่วยของโรงพยาบาลโดยให้นอนพักรักษาตัวอยู่ในห้องผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งมีประตูทำด้วยลูกกรงเหล็กกั้นไม่ให้เข้าออกว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2563 เวลาประมาณ 19.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำส่งชายเร่ร่อน มีอาการทางจิตเวชมาที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลมุกดาหาร ผู้ป่วยมีอาการกลัวคนจะมาทำร้าย แต่ก็ไม่ได้คิดจะทำร้ายใคร พูดจารู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ทางโรงพยาบาลตรวจพบ ว่ามีความผิดปกติของคลื่นหัวใจ มีอาการของผนังหัวใจห้องบนขวาหนาตัว ผลชันสูตรมีค่าครีเอตินินสูง อัตราการกรองของไตไม่ค่อยดี เนื่องจากมีอาการทางกาย

"ทางแพทย์จิตเวชได้ประเมิน และได้ปรึกษากับแพทย์อายุรกรรม เพื่อวางแผนการรักษาในเบื้องต้น เบื้องต้น ต้องรักษาอาการทางกายให้คงที่ก่อน และเมื่ออาการทางกายดีขึ้น ทางตำรวจจะได้ตัวส่งไปรักษาอาการทางจิต ที่โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์จังหวัดอุบลราชธานี ต่อไป"
กยศ. แจงปมลูกหนี้ 1.7 หมื่น ซัดหนีหนี้เป็น 10 ปี สุดท้ายจับบ้าน 2 ล้านขาย 3 หมื่น


กยศ. แจงปมลูกหนี้ 1.7 หมื่น ซัดหนีหนี้เป็น 10 ปี สุดท้ายจับบ้าน 2 ล้านขาย 3 หมื่น

จากกรณีนางสาวสมหมาย วงศ์ตะวัน วัย 38 ปี ร้องขอความเป็นธรรม หลังถูกยึดทรัพย์บ้านทรงไทยมูลค่า 2 ล้านบาท เอาไปขายทอดตลาด เหตุน้องสาวติดหนี้ กยศ. จำนวนเงิน 17,000 บาท ซึ่งเจ้าตัวคาใจว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นชื่อพ่อ และพ่อไม่ได้เป็นคนค้ำประกัน แต่กลับเป็นหลังที่ถูกเลือกที่จะยึดไปนั้น

ล่าสุด (25 มิถุนายน 2563) มีรายงานว่า นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่าผู้กู้ยืมถูกดำเนินคดีตั้งแต่ปี 2551 และศาลได้มีคำพิพากษาให้ชำระหนี้เงินต้น จำนวน 17,868 บาท พร้อมดอกเบี้ย แต่ผู้กู้ยืมไม่ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษา กองทุนจึงจำเป็นต้องดำเนินการสืบทรัพย์บังคับคดี แต่ทรัพย์สินของผู้กู้พบว่าไม่สามารถยึดได้ เนื่องจากถูกเจ้าหนี้รายอื่นยึดไว้แล้ว

          ทางกองทุนจึงดำเนินการยึดทรัพย์ของผู้ค้ำประกันเมื่อปลายปี 2561 ซึ่งที่ดินดังกล่าวติดจำนองเจ้าหนี้รายอื่นอยู่ ต่อมาในช่วงต้นปี 2562 ผู้กู้ยืมได้ชำระหนี้เพียงบางส่วน และไม่ได้ติดต่อกองทุนเพื่อทำบันทึกข้อตกลงงดการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ถูกยึดไว้ ซึ่งหากผู้กู้ยืม หรือผู้ค้ำประกันมาติดต่อก็สามารถของดการขายทรัพย์และผ่อนชำระหนี้ได้อีก 6 ปี

          ต่อมาสำนักงานบังคับคดีจังหวัดแพร่ได้ดำเนินการประกาศขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยขายแบบติดจำนอง เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2563 และมีบุคคลภายนอกซื้อได้ในราคา 30,000 บาท โดยการขายครั้งนี้เป็นการขายครั้งที่ 11 ซึ่งในการขายทุกครั้งที่ผ่านมาไม่มีผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันมาดูแลการขาย

          ทั้งนี้ ขอชี้แจงว่า ก่อนที่จะมีการบังคับคดี กองทุนพยายามที่จะติดต่อกับผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันทั้งทางจดหมายและทางโทรศัพท์ และได้ดำเนินการตามขั้นตอนการติดตามหนี้มาโดยตลอด จนในที่สุด กองทุนมีความจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายโดยยึดทรัพย์ของผู้ค้ำประกันก่อนที่คดีจะขาดอายุความ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย เนื่องจากเงินกู้ยืมเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชน

          อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการช่วยเหลือลูกหนี้รายนี้ กองทุนก็ได้ประสานงานกับผู้ซื้อทรัพย์เพื่อให้ความช่วยเหลือ ซึ่งในเบื้องต้นผู้ซื้อทรัพย์ยินดีขายทรัพย์คืนให้แก่ผู้ค้ำประกันในราคาซื้อ

          นายชัยณรงค์ ทิ้งท้ายว่า กองทุนขอฝากถึงผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันที่ถูกบังคับคดี ขอให้มาติดต่อที่กองทุน เพื่อจะได้โอกาสในการผ่อนชำระได้อีกไม่เกิน 6 ปี และขอฝากเรื่องการค้ำประกันการกู้ยืมใด ๆ ขอให้ผู้ค้ำประกันตระหนักว่า จะเป็นภาระผูกพันทางกฎหมาย โดยขอให้ผู้กู้ยืมชำระหนี้เป็นปกติเพื่อไม่ให้ถูกฟ้องร้องจนเดือดร้อนถึงผู้ค้ำประกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบิดามารดาและญาติ ๆ และกองทุนขอให้ผู้กู้ยืมรุ่นพี่ทุกท่านตระหนักถึงการชำระคืนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้องต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก สถานีข่าวกระทรวงการคลัง : Ministry of Finance News Station
ผู้กองบอย กราบแม่ "ปูนิ่ม" ขออนุญาตอยู่ร่วมงานศพ เครียดจัดจนฟุบหมดสติ


ผู้กองบอย กราบแม่ "ปูนิ่ม" ขออนุญาตอยู่ร่วมงานศพ เครียดจัดจนฟุบหมดสติ

"ผู้กองบอย" ผู้ต้องหาฆ่าแฟนสาว เดินทางมากราบขอขมาครอบครัวฝ่ายหญิงที่กาฬสินธุ์ พร้อมขอโทษ "ปูนิ่ม" เสียใจกับสิ่งที่ทำ แต่ขอรับผิดชอบ ไม่ต้องให้อภัย และขออยู่ร่วมงานศพจนถึงวันสุดท้าย ก่อนจะเครียดจัดจนถึงล้มหมดสติ


จากคดีที่ ร.ต.อ.ทรงกรด บุญส่ง รองสว.สืบสวน สน.วังทองหลาง ตกเป็นผู้ต้องหาใช้ยิงภรรยาอายุ 30 ปี เสียชีวิตในบ้านพัก ย่านถนนแฮปปี้แลนด์ เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา ภายหลังถูกนำไปฝากขังที่ศาลอาญารัชดา และพนักงานสอบสวน สน.ลาดพร้าว ไม่ได้คัดค้านการประกันตัว จากนั้นพ่อแม่ของ ร.ต.อ.ทรงกรด หรือผู้กองบอย พร้อมทนายความ ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โดยใช้หลักทรัพย์เงินสดจำนวน 500,000 บาท ก่อนศาลจะอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาไม่มีพฤติการณ์หลบหนี และไม่ได้ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

ล่าสุด เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 24 มิถุนายน ที่บ้านเลข 63 หมู่ 4 ตำบลดอนสมบูรณ์ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งญาติได้นำร่าง น.ส.พิมชฎาพร ภูแย้มไสย์ หรือปูนิ่ม ที่ถูกยิงเสียชีวิต มาตั้งบำเพ็ญกุศล ร.ต.อ.ทรงกรด บุญส่ง หรือผู้กองบอย ได้เดินทางมาไหว้ขอขมานางทองใส ภูคงน้ำ แม่ผู้เสียชีวิต นายกชกิตติพัฒน์ ภูแย้มไสย์ พี่ชายผู้เสียชีวิต และจับที่โลงศพน้องปูนิ่ม พร้อมกล่าวขอโทษ เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ผู้กองบอย ได้กล่าวขอขมาแม่ และพี่ชายน้องปูนิ่ม บอกจะรับผิดชอบกับสิ่งที่ตนทำ รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ขอให้ทุกคนให้อภัยกับสิ่งที่ตนเองก่อขึ้นในครั้งนี้ ซึ่งพี่ชายน้องปูนิ่มนั่งส่ายหน้า และรับไม่ได้กับสิ่งที่ผู้กองบอยทำลงไป จากนั้นผู้กองบอยมีอาการเครียดจัดจนหมดสติไป ทำให้ทางพ่อแม่ของผู้กองบอยต้องพาส่งโรงพยาบาลกาฬสินธุ์