นารายา “กระเป๋าผ้าพันล้าน” กับเหตุผลที่ต้องปิดโรงงานที่บุรีรัมย์หนีพิษโควิด-19


นารายา “กระเป๋าผ้าพันล้าน” กับเหตุผลที่ต้องปิดโรงงานที่บุรีรัมย์หนีพิษโควิด-19 นารายา แบรนด์กระเป๋าผ้าไทยขวัญใจของชาวต่างชาติเผยเหตุผลที่ต้องปิดโรงงานที่บุรีรัมย์เซ่นพิษโควิด-19

จากกรณีที่แบรนด์กระเป๋านารายา หรือกระเป๋าผ้าผูกโบว์สัญชาติไทย ประกาศปิดโรงงานที่บุรีรัมย์ตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค. นี้เป็นต้นไป ตามมติบอร์ดของบริษัทฯ นั้น เหตุผลก็เพราะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้กำลังการซื้อของลูกค้า นักท่องเที่ยวลดลง รวมถึงไม่มีออร์เดอร์กระเป๋าเข้ามาด้วย แม้ทางบริษัทฯ จะมีโปรเจคผลิตผ้าปิดจมูกจำหน่ายทางออนไลน์และส่งออกไปต่างระเทศแต่ก็ไม่เพียงพอกับต้นทุนที่เกิดขึ้น ประกอบการข้อเรียงร้องของพนักงานบางส่วนที่ขอให้บริษัทฯ จ่ายค่าจ้างต่างๆ นานา แม้จะมีการเจราจาระหว่างกับนายจ้างและลูกจ้างเกือบทุกนัดแล้วก็ตาม 

detailnaraya

“NaRaYa” เป็นแบรนด์สัญชาติที่จับกลุ่มลูกค้า เช่น แม่บ้าน และวัยรุ่นเป็นหลัก เนื่องจากเป็นเงินที่มีความประณีต ทั้งการตัดเย็บ ลวดลายผ้าที่สวย แถมราคาจับต้องได้เพียงหลักร้อยบาทต่อใบเท่านั้น จึงไม่แปลกใจที่เราจะเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ เลือกซื้อของใช้ในร้านกันขวักไขว่ ซึ่งลูกค้าของนารายาส่วนใหญ่กว่า 70-80% เป็นนักท่องเที่ยว เช่น จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, สิงคโปร์ ส่วนอีก 20% เป็นคนไทย ด้วยเหตุนี้เองจึงสะท้อนให้เห็นว่า นารายา ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงเพราะรายได้ส่วนใหญ่พึ่งพาแต่เม็ดเงินต่างชาติเป็นหลัก อยากรู้มั้ย…ในปีที่ผ่านๆ มากระเป๋าผ้าผูกโบว์ภายใต้แบรนด์นารายาเขาสร้างรายได้และกำไรเท่าไหร่ Sanook Money มีคำตอบมาฝากกัน

BrandAge : ถึงเวลา นารายา คลิ๊กออฟ ก้าวสำคัญสู่ Globle Brand ขยับ ...

บริษัท นารายณ์อินเตอร์เทรด จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2532 โดยปรากฎรายชื่อคณะกรรมการ 2 คน ได้แก่ น.ส.วาสนา รุ่งแสนทอง และนายวาซิรีโอส ลาทูรัส ดำเนินธุรกิจ ขายส่งเครื่องหนังและเครื่องใช้สำหรับการเดินทางประเภททำด้วยผ้า ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 90 ล้านบาท โดยมีผลประกอบการย้อนหลังดังนี้
  • ปี 2559 รายได้ 1,660 ล้านบาท กำไร 191 ล้านบาท
  • ปี 2560 รายได้ 1,426 ล้านบาท กำไร 71 ล้านบาท
  • ปี 2561 รายได้ 1,338 ล้านบาท กำไร 42 ล้านบาท
ช็อก ระเบิดกรุงเบรุต แรงเท่าแผ่นดินไหวระดับ 3.3 ตายพุ่ง 78 ศพเจ็บ 4,000

ช็อกโลก ระเบิดกรุงเบรุต แรงเท่าแผ่นดินไหวระดับ 3.3 ตายพุ่ง 78 ศพเจ็บ 4,000

หน่วยงานสหรัฐฯ เผย เหตุระเบิดรุนแรงที่กรุงเบรุต ของเลบานอน สร้างคลื่นสั่นสะเทือนแรงเท่าแผ่นดินไหวระดับ 3.3 ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 78 ศพและบาดเจ็บอีกกว่า 4,000 รายแล้ว

สำนักสำรวจธรณีวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ (ยูเอสจีเอส) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่คอยตรวจจับแผ่นดินไหวทั่วโลกระบุว่า เหตุระเบิดครั้งใหญ่ที่ท่าเรือกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน เมื่อช่วงเย็นวันที่ 4 ส.ค. 2563 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดคลื่นแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงเทียบเท่าแผ่นดินไหวระดับ 3.3 แมกนิจูด


อย่างไรก็ตาม ดอน เบลกแมน นักธรณีวิทยาของศูนย์ข้อมูลแผ่นดินไหวแห่งชาติย้ำว่า การระเบิดที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้แผ่นดินสั่นไหว เท่าแผ่นดินไหวระดับ 3.3 ของจริง เพราะการระเบิดบนผิวดินแบบนี้ ไม่สามารถส่งพลังงานผ่านหินใต้ดินได้มากเพียงพอ และพลังงานเกือบทั้งหมดกระจายไปในอากาศ กับอาคารต่างๆ แทน

ทั้งนี้ เหตุระเบิดซึ่งสร้างความเสียหายให้กรุงเบรุตเป็นวงกว้างครั้งนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 78 ศพ ตามการเปิดเผยของนาย ฮาหมัด ฮัสซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเลบานอน ขณะที่พบผู้บาดเจ็บเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 4,000 รายแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเรื่องความเป็นไปได้ที่จะมีแก๊สพิษรั่วไหลออกมา โดยสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ระบุว่า สถานทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเบรุต ออกคำเตือนพลเมืองที่อาศัยใกล้จุดระเบิด ให้อยู่แต่ในบ้านและสวมหน้ากากป้องกันด้วย

อนึ่ง ประธานาธิบดี มิเชล อาอูน แห่งเลบานอน ระบุว่า โกดังที่เกิดระเบิดเก็บสารเคมีแอมโมเนียมไนเตรต เอาไว้ถึง 2,750 ตัน อย่างไม่ปลอดภัย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้







ด้านนายกรัฐมนตรี ฮัสซัน ดีอับ แห่งเลบานอน ออกมาให้คำมั่นว่า เหตุระเบิดในเมืองหลวงครั้งนี้ จะไม่ถูกปล่อยผ่านโดยไม่มีการจัดการ และผู้ที่ต้องรับผิดชอบจะต้องชดใช้ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น โดยการสืบสวนเหตุระเบิดครั้งนี้ จะรวมการเปิดเผยความจริงเรื่องโกดังเก็บของอันตรายนี้ ซึ่งตั้งอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ปี 2557 ด้วย
เตรียมเปิดให้ลงทะเบียน "บัตรคนจน" หลังโควิดคลี่คลาย สศค.ยันปี 64 มีงบพอสศค.ยันปี 64


เตรียมเปิดให้ลงทะเบียน "บัตรคนจน" หลังโควิดคลี่คลาย สศค.ยันปี 64 มีงบพอสศค.ยันปี 64 มีงบประมาณเพียงพอหนุนบัตรคนจน หรือสิทธิพื้นฐานบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อเนื่อง เปิดลงทะเบียนรอบใหม่หลังโควิด-19 คลี่คลาย พร้อมเล็งปรับเป้ารายได้กรมภาษีปี 63

เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 63 นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น เดิมจะเปิดให้ลงทะเบียนรอบใหม่ในเดือน เม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา


แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงทำให้ต้องเลื่อนการเปิดลงทะเบียนออกไปก่อน และหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย สศค.จะเสนอรัฐบาลให้เปิดลงทะเบียนรอบใหม่ทันที เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในระบบ เพื่อให้คนที่เดือดร้อนจริงๆ ได้รับความช่วยเหลือ

"ส่วนในเดือนก.ย.นี้ รัฐบาลจะยังสนับสนุนเงินให้สวัสดิการพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ในส่วนค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอุปโภคบริโภค เช่น ค่าน้ำประปา จำนวน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ค่าไฟฟ้า ไม่เกิน 230 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ส่วนลดค่าซื้อก๊าซแอลพีจี (ก๊าซหุงต้ม) 45 บาทต่อคน โดยต้องไปซื้อก๊าซกับร้านค้าที่ร่วมรายการกับกระทรวงพลังงาน เป็นต้น"

อย่างไรก็ตามในปี 2564 รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณไว้สำหรับสนับสนุนสวัสดิการพื้นฐานเหล่านี้ไว้แล้ว ซึ่งในแต่ละปีสศค.จะได้รับงบประมาณปีละ 40,000-50,000 ล้านบาท ส่วนจะมีการให้สวัสดิการเพิ่มเติมจากเดิมหรือไม่นั้น สศค.ขอดูตัวเลขผู้ที่ลงทะเบียนรอบใหม่ว่าจะมีทั้งหมดจำนวนเท่าใด ก่อนจะกำหนดเพิ่มเติมสวัสดิการใดๆ

นอกจากนี้ สศค.อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับลดเป้าจัดเก็บรายได้ของกรมภาษี อาทิ กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร และกรมศุลกากร ในปีงบประมาณ 2563 เดิมตั้งเป้าจัดเก็บได้ 2.87 ล้านล้านบาท เนื่องจากในปีนี้กรมภาษีได้ออกมาตรการมาดูแลเศรษฐกิจ ในช่วงที่สถานการณ์ที่โควิด-19 แพร่ระบาดหลายมาตรการ อย่างไรก็ตาม เรื่องฐานะการคลังยังเป็นสิ่งที่กระทรวงการคลังจะต้องติดตามและดูแลให้สามารถบริหารจัดการได้

"ปีนี้เป็นปีที่ไม่ปกติ เนื่องจากโควิด-19 แพร่ระบาด ดังนั้นจะคาดหวังให้รายได้ภาษีเป็นเหมือนเดิมเป็นไปไม่ได้ รัฐบาลจะต้องใช้เครื่องมือทางการคลัง ในการดูแลเศรษฐกิจ โดยสิ่งที่กระทรวงการคลังได้ดำเนินการแล้ว คือการลดภาษีบางตัว หรือการเลื่อนจ่ายภาษีออกไป เพื่อทำให้เกิดสภาพคล่องกับธุรกิจ และทำให้ประชาชนมีเงินหมุนเวียนในมือนานที่สุด"

สำหรับการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2564 ที่ตั้งเป้าไว้ 2.67 ล้านล้านบาทนั้นขณะนี้ยังไม่ได้มีการพิจารณาปรับลดเป้าจัดเก็บรายได้ โดยหน่วยงานที่เป็นกรมจัดเก็บภาษีจะต้องใช้ความสามารถในการจัดเก็บภาษีให้เต็มที่ ผ่านการออกมาตรการทางภาษีใหม่ๆ เพื่อให้สามารถบริหารการจัดเก็บรายได้ให้สามารถจัดเก็บได้มากขึ้น ซึ่งกรมจัดเก็บภาษีได้รับโจทย์นี้ไปแล้ว
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนสิงหาคม 2563 ยังเหลือสิทธิ์อะไรบ้างเนี่ย?


บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนสิงหาคม 2563 ยังเหลือสิทธิ์อะไรบ้างเนี่ย?

เข้าสู่เดือนสิงหาคม 2563 ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน กว่า 14.6 ล้านคน จะได้รับเงินอุดหนุนค่าครองชีพจากรัฐบาลอะไรบ้าง และได้จำนวนเท่าไหร่ Sanook Money จะพาไปเช็กกัน

เงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วันที่ 1 กรกฎาคม 2563

    เงินซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภค ได้คนละ 200-300 บาทต่อเดือนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทุกคน
    ค่ารถโดยสารสาธารณะ ได้คนละ 500 บาทต่อเดือนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทุกคน
    วงเงินซื้อก๊าซหุงต้ม 45 บาท (45 บาท 3 เดือนรูดลดค่าก๊าซได้ 1 ครั้ง)

เงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วันที่ 15 กรกฎาคม 2563

    ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) จะได้รับเงิน 50-100 บาท ตามเกณฑ์รายได้
        รายได้ 0-30,000 บาทต่อปี ได้รับเงินช่วยเหลือเดือนละ 100 บาท
        รายได้ 30,001-100,000 บาท ได้รับเงินช่วยเหลือเดือนละ 50 บาท
    เงินคืนภาษี 5% : ผู้ที่เติมเงินเข้าบัตรคนจน แล้วใช้จ่ายเงินซื้อของจะได้รับเงินภาษี VAT 5% คืนเข้าบัตรตามยอดการใช้จ่าย เช่น
        จ่ายผ่านบัตรฯ 100 บาท คืน VAT 5% เข้าบัตรฯ 5 บาท
        จ่ายผ่านบัตรฯ 500 บาท คืน VAT 5% เข้าบัตรฯ 25 บาท
        จ่ายผ่านบัตรฯ 1,000 บาท คืน VAT 5% เข้าบัตรฯ 50 บาท

เงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วันที่ 18 กรกฎาคม 2563

    เงินช่วยเหลือ ค่าน้ำประปา ไม่เกินคนละ 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน

ผู้มีสิทธิ์ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ลงทะเบียนรับสิทธิ์เรียบร้อย และครอบครัวมีการใช้น้ำประปาไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด

    ลงทะเบียนขอคืนเงินประกันน้ำประปา จาก กปภ. ทำง่ายแค่ 4 ขั้นตอน นอนรอรับเงิน
    ลงทะเบียน mwa.co.th ขอคืนเงินประกันน้ำประปา กปน. รับเงินสูงสุด 600 บาท


    เงินช่วยเหลือ ค่าไฟฟ้าได้ ไม่เกินคนละ 230 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน

ผู้มีสิทธิ์ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ลงทะเบียนรับสิทธิ์เรียบร้อย และครอบครัวมีการใช้ไฟฟ้าไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด

    ลงทะเบียนรับเงินประกันการใช้ไฟฟ้า MEA หลับตากรอกก็ง่าย แถมมีสิทธิ์ได้ทุกบ้าน
    ลงทะเบียนรับเงินค่าไฟ จาก กฟภ. แค่กรอกข้อมูล-คอนเฟิร์ม รอรับเงินโลด


ส่วนผู้ถือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรคนจน ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินอุดหนุนค่าไฟฟ้า สามารถลงทะเบียนได้ผ่านทางเว็บไซต์ MEA สำหรับการชำระเงินค่าไฟฟ้ากับการไฟฟ้านครหลวงนั้น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องจ่ายเงินเองไปก่อน จากนั้นกรมบัญชีกลางจะโอนเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐคืนในภายหลัง
สุดท้อ! พนักงานโรงงานชุดชั้นใน 800 ชีวิต ถูกเลิกจ้าง



สุดท้อ! พนักงานโรงงานชุดชั้นใน 800 ชีวิต ถูกเลิกจ้าง

         ที่บริเวณหน้าโรงงานผลิตเสื้อชั้นในและชุดว่ายน้ำยี่ห้อดังพื้นที่ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ พบว่ามีกลุ่มพนักงานโรงงานดังกล่าวหลายร้อยคน ต่างต้องอยู่ในอาการตกใจ เมื่อไปพบเห็นใบประกาศที่ติดอยู่หน้าโรงงานประกาศเลิกจ้างพนักงานกว่า 800 ชีวิต จนทำให้ตกงานไปอย่างไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจ ซึ่งทราบว่า ก่อนหน้านี้ โรงงานดังกล่าว ได้มีการปลดคนงานมาก่อนหน้านี้ กว่า 2,000 คน เนื่องจากประสบกับปัญหาขาดทุนอย่างหนัก จนกระทั่ง มาเกิดปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงทำให้โรงงานมีการประกาศปิดตัวชั่วคราวนานกว่า 3 เดือน

และวันนี้ เป็นวันกำหนดให้พนักงานที่เหลือกลับเข้ามาทำงานเป็นวันแรก แต่สุดท้าย ก็ได้มีการติดป้ายประกาศพร้อมรายชื่อพนักงานอีกกว่า 800 ชีวิต ต้องถูกเลิกจ้างงานอย่างกะทันหันแถมยังจ่ายค่าจ้างที่ค้างไว้ไม่หมดเมื่อสอบถามไปยังผู้บริหารโรงงานก็ยังไม่ได้รับคำตอบทำให้พนักงานกว่า 800 ชีวิตต้องรวมตัวไปยังสำนักงานคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครสวรรค์เพื่อให้ช่วยเหลือ

  
ด้านสำนักงานคุ้มครองแรงงานเบื้องต้นได้ให้พนักงานเขียนร้องต่อพนักงานเพื่อให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นตามกฎระเบียบของทางราชการและหาแนวทางในการช่วยเหลือต่อไป
ไทยมองตาปริบ "ญี่ปุ่น" หนุน15 บริษัทย้ายเข้า "เวียดนาม"

ไทยมองตาปริบ "ญี่ปุ่น" หนุน15 บริษัทย้ายเข้า "เวียดนาม"

ญี่ปุ่นหนุน 30 บริษัท ย้ายฐานจากจีนเข้าอาเซียน เผยไหลเข้า "เวียดนาม" มากสุด 15 บริษัท ที่เหลือวัดดวงลง "ไทย" หรือ "เมียนมา" ขณะอีก 57 โครงการจะย้ายฐานกลับญี่ปุ่น

 
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ(สคต./ทูตพาณิชย์) ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม รายงานอ้างอิงข้อมูลสื่อต่างประเทศว่า องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (Jetro/เจโทร) ระบุว่า บริษัทญี่ปุ่น 15 จาก 87 ราย ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ในการย้ายโรงงานไปที่เวียดนาม
 
 โดย Jetro เผยว่า การย้ายโรงงานดังกล่าวเพื่อปรับปรุงช่องว่างในห่วงโซ่อุปทานของญี่ปุ่น ที่เกิดจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 นอกจากนี้ โครงการย้ายฐานการผลิตไปยังเอเชียเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมระหว่างญี่ปุ่นและประเทศในอาเซียน
 
 ขณะ Bloomberg รายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะจ่ายเงินให้แก่บริษัทบางแห่ง เพื่อย้ายโรงงานออกจากประเทศจีนกลับไปยังญี่ปุ่นหรือไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(อาเซียน)วัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานและลดการพึ่งพาการผลิตในประเทศจีนอีกด้วย
 
Nikkei ระบุว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะจ่ายเงินทั้งสิ้น 70,000 ล้านเยน (653 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 20,243 ล้านบาท คำนวณที่ 31 บาทต่อดอลลาร์) ให้กับ 87 บริษัท เพื่อย้ายฐานการผลิต โดยบริษัท 30 รายจะได้รับเงินสำหรับการลงทุนในประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้แก่ เวียดนาม เมียนมา ไทย และอื่น ๆ ส่วน อีก 57 โครงการจะย้ายการผลิตกลับไปที่ญี่ปุ่น

สคต.ฮานอย ให้ความเห็นว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ(FDI)ในเวียดนามมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังจากที่เวียดนามสามารถควบคุมการแพร่ระบาด ของ COVID-19 ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามา ซึ่งนักลงทุนหลายรายอาจย้ายฐานออกจากประเทศจีน เนื่องจากค่าแรงที่สูงขึ้นและสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนที่รุนแรงมากขึ้น นอกเหนือจากอัตราค่าจ้างแรงงานที่ต่ำ เวียดนามยังมีข้อได้เปรียบอื่น ๆ ที่สามารถดึงดูดบริษัทระดับโลก เช่น มีประชากรวัยหนุ่มสาวมาก สภาพแวดล้อม นโยบายที่สนับสนุนและ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน นักลงทุนต้องการความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดการพึ่งพากับตลาดบางแห่ง

การที่บริษัทญี่ปุ่นหลายรายมีแผนที่จะย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังเวียดนาม จะช่วยให้เวียดนามสามารถปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานใน อุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมสนับสนุน อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนรายใหญ่อันดับสองในเวียดนาม(รองจากเกาหลีใต้)โดยมี 4,548 โครงการ ด้วยมูลค่าเงินทุนจดทะเบียน 60,098 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น ร้อยละ 16.0 ของการลงทุนจากต่างชาติทั้งหมด


ที่มา https://www.thansettakij.com

ตำรวจชั้นผู้น้อยว่อนเน็ต จวกแหลกเขย่า สตช. ทำผิดเป็นถูก บอส อยู่วิทยา ลอยนวล จากนี้จะไม่ยอมอีกต่อไป จะออกมาปกป้องตัวเอง

ตำรวจชั้นผู้น้อยว่อนเน็ต จวกแหลกเขย่า สตช. ทำผิดเป็นถูก บอส อยู่วิทยา ลอยนวล จากนี้จะไม่ยอมอีกต่อไป จะออกมาปกป้องตัวเอง

27 กรกฎาคม 2563 ความคืบหน้ากรณีสำนักงานอัยการสูงสุดได้เซ็นคำสั่งไม่ฟ้องและให้ยุติการดำเนินคดีกับ นายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ทายาทธุรกิจชื่อดัง โดยที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้มีการคัดค้าน พร้อมกับรีบถอนหมายจับในทุกคดี จนทำให้สังคมโลกออนไลน์และคนไทยทั่วประเทศต่างวิพากษ์วิจารณ์เคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของทั้ง 2 องค์กร ว่ามีการช่วยเหลือและเลือกปฏิบัติเฉพาะกับคนรวย และไม่พิจารณาตามกฎหมาย หรือทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ จนเสียชีวิต เมื่อปี 2555 ในสมัยของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำวจนครบาล

ล่าสุด โลกออนไลน์มีการแชร์ บันทึกข้อความ ถึง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) อ้างว่ามาจากตำรวจ (ชั้นประทวน) ทั่วประเทศ ระบายความอัดอั้นตันใจเกี่ยวกับข่าว บอส อยู่วิทยา ระบุว่า พวกเราพี่น้องตำรวจ (ชั้นประทวน) ทั่วประเทศ เมื่อได้ฟังข่าวเกี่ยวกับนายบอส อยู่วิทยา ไม่สบายใจและไม่พอใจเป็นอย่างมาก เมื่อทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติและศาลตุลาการ ยกเลิกหมายจับทั้งหมดของนายบอส อยู่วิทยา มันสะท้อนให้เห็นว่า ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่สามารถปกป้องและให้ความเป็นธรรมให้ครอบครัวตำรวจเราได้ พวกเราตั้งใจปฏิบัติหน้าที่เพื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกลับทำลายความไว้ใจต่อพี่น้องตำรวจ

มีหลายเรื่องที่ตำรวจ (ชั้นประทวน) ทั่วประเทศ ถูกเอาเปรียบจาก ผู้บังคับบัญชา แต่พวกเราไม่เคยออกมาพูด เช่น เงินเบี้ยเลี้ยง ที่โดนหักมากกว่าครึ่ง เงินต่างๆ ที่โดนเอาเปรียบจากผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นแบบนี้ของ (ทุกภาค) ที่สำนักงานตำรวจยังแก้ไขไม่ได้ เราพี่น้องตำรวจ (ชั้นประทวน) อดทน แต่พยายามยอมรับ ถึงไม่พอใจมาก แต่ก็ต้องยอมรับมัน แค่คิดว่าเพื่อจะแลกกับการดูแลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่เมื่อมาถึงวันนี้ สำนักงานตำรวจแห่ชาติได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ไม่สามารถนำความเป็นธรรมให้พวกเราได้ พวกเราก็จะขอยืนเคียงข้างประชาชนที่เรียกร้อง เพื่อแก้กฎหมายให้มันถูกต้อง

พี่น้องประชาชนจงจำไว้ ว่าพี่น้องตำรวจ (ชั้นประทวน) ทั่วประเทศ พร้อมยืนเคียงข้างท่านเสมอ เพราะประชาชนท่านคือหัวใจของพวกเรา และไม่ต้องโยงพวกเราไปเป็นเรื่องการเมือง แต่พวกเราออกมาเพราะท่านทำเรื่องผิดให้เป็นถูก ความยุติธรรมไม่มีให้กับครอบครัวตำรวจ ทำให้พี่น้องตำรวจต้องเสียใจ คนทำผิดไม่ได้รับโทษ ต่อไปจากนี้ ตำรวจ (ชั้นประทวน) ทั่วประเทศ จะไม่ยอมอีกต่อไป พวกเราจะออกมาเพื่อปกป้องตัวของพวกเราเอง ถ้าท่านยังนิ่งเฉยต่อไป

ที่มาข่าว:: www.komchadluek.net
เศร้าสลด โควิด-19 คร่าชีวิตแม่ชี 13 คน จากคอนแวนต์เดียวกัน



เศร้าสลด โควิด-19 คร่าชีวิตแม่ชี 13 คน จากคอนแวนต์เดียวกัน

โกลบอล ซิสเตอร์ส รีพอร์ต ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงกำไรที่เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับแม่ชีของศาสนาคริสต์นิกายคาธอลิกของสหรัฐ เปิดเผยว่า แม่ชี 13 คน ในคอนแวนต์ในเมืองลิโวเนีย ไม่ไกลจากเมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เสียชีวิตจากโควิด-19 ที่ระบาดในพื้นที่

โฆษกประจำคอนแวนต์ Felician Sisters เผยว่า แม่ชี 13 คน ที่เสียชีวิตจากโคโรนาไวรัส โควิด-19 มีอายุระหว่าง 69-99 ปี โดยแม่ชี 12 คน เสียชีวิตไล่เลี่ยกันในช่วง 10 เม.ย. - 10 พ.ย. ส่วนแม่ชีคนที่ 13 เสียชีวิตเมื่อปลายเดือน มิ.ย. คิดเป็นสัดส่วน 22 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนแม่ชีทั้งหมดในคอนแวนต์แห่งนี้
ด้าน Maureen Miller Brosnan นายกเทศมนตรีเมืองลิโวเนีย เปิดเผยว่า แม่ชีจากคอนแวนต์ Felician Sisters มีความใกล้ชิดกับชุมชน ที่มีประชากรราว 93,000 คน อย่างมาก ส่วนหนึ่งจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย และเป็นอาจารย์สอนหนังสือตามโรงเรียน ทำงานในห้องสมุดชุมชน รวมถึงทำงานในโรงพยาบาลด้วย ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อและเสียชีวิตจากโควิด-19 ด้วยเช่นกัน

ขอขอบคุณ
คกก.ผ่อนคลายฯ เคาะ ต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีก 1 เดือน


คกก.ผ่อนคลายฯ เคาะ ต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีก 1 เดือน

คณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) มีมติด ต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีก 1 เดือน เสนอ นายกรัฐมนตรี พิจารณาพรุ่งนี้

21 ก.ค.63 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ได้ข้อสรุป เตรียมเสนอต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่จะหมดอายุวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ ต่อไปอีก 1 เดือน เป็นสิ้นสุดในวันที่ 31 สิงหาคม 2563

ทั้งนี้จะนำเข้าสู่ที่ประชุม ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  (ศบค.) ชุดใหญ่ ให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.ศบค.เป็นผู้พิจารณาต่อไป...
ตำรวจล้อมจับหนุ่มอุดรฯ วัย 42 ปี ติดเหล้า-ยาบ้า จนประสาทหลอนคว้ามีดพร้าฟันคอเมียดับสยองต่อหน้าลูก 2 คน


ตำรวจล้อมจับหนุ่มอุดรฯ วัย 42 ปี ติดเหล้า-ยาบ้า จนประสาทหลอนคว้ามีดพร้าฟันคอเมียดับสยองต่อหน้าลูก 2 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (21 ก.ค.) เมื่อเวลา 13.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม นายถาวร อายุ 42 ปี ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พร้อมของกลางอาวุธมีดพร้า หรือมีดตัดอ้อย ความยาว 60 ซ.ม. ที่ใช้ฟันต้นคอ นางสาวแสงจันทร์ อายุ 33 ปี ภรรยาตนเองเสียชีวิต ต่อหน้าลูกๆ และญาติ ภายในใต้ถุนบ้านไม่มีเลขที่ บริเวณทุ่งนาท้ายหมู่บ้านโนนแสวง ต.นาม่วง อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี เหตุเกิดเมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 20 ก.ค. ที่ผ่านมา

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ยกสูง พบศพ นางสาวแสงจันทร์ นอนหงายเสียชีวิตอยู่ข้างบันไดบ้าน ตรวจสอบสภาพศพพบบาดแผลฉกรรจ์ บริเวณต้นคอ หรือท้ายทอย จากคมมีดพร้าตัดอ้อย จำนวน 1 แผล เสียชีวิตคาที่ โดยมีลูกชาย วัย 13 ปี และลูกสาว วัย 15 ปี กอดศพแม่ร้องไห้ด้วยความเสียใจ

สอบสวนพยานในที่เกิดเหตุทราบว่า มือมีดที่ก่อเหตุไม่ใช่ใครอื่นคือ นายถาวร สามีของผู้เสียชีวิต ที่มีอาการหลอนเพราะติดเหล้าและเสพยาบ้ามานาน จนมีอาการประสาทหลอน หลังก่อเหตุได้วิ่งหลบหนีไปทางหลังบ้านพร้อมมีดพร้าหายไปในความมืด ซึ่งเป็นทุ่งนาที่ครอบครัวมาเช่าทำมาหากินในเนื้อที่ 18 ไร่
ต่อมาเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 21 ก.ค. ตำรวจสืบสวน สภ.ประจักษ์ศิลปาคม และตำรวจสืบสวน ภ.จ.อุดรธานี ทำการปิดล้อมและเดินเท้าเข้าไปในทุ่งนาที่เชื่อว่านายถาวรใช้หลบซ่อนตัว และพบตัวขณะนอนอยู่ใต้ต้นไม้กลางทุ่งนา ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุไปทางทิศตะวันตก ราว 1 กิโลเมตร

เมื่อผู้ต้องหาเห็นตำรวจพยายามวิ่งหลบหนีพร้อมกับอาวุธมีดพร้าที่ใช้ก่อเหตุ แต่ตำรวจได้วิ่งไล่ติดตามพร้อมกับใช้ยุทธวิธีที่ฝึกมา จนสามรถจับกุมตัวได้พร้อมของกลาง ควบคุมตัวมาสอบสวนที่โรงพัก ก่อนควบคุมตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในที่เกิดเหตุ โดยมีชาวบ้านและญาติผู้ตาย รวมทั้งญาติผู้ต้อง ประมาณ 50 คน มาดูเหตุการณ์ด้วยความเศร้าสลดใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

จากการสอบสวน นายถาวร ผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า เป็นคนใช้มีดพร้าคู่ใจที่ใช้รับจ้างตัดอ้อย ฟันคอภรรยาของตนที่อยู่กินกันมา 18 ปี เสียชีวิตต่อหน้าลูกสาวและลูกชาย รวมต่อหน้าพ่อแม่ และญาติของตน เพราะคิดระแวงไปเองว่าภรรยาปันใจให้ชายอื่น และรู้สึกเสียใจหลังก่อเหตุ และอยากขอให้ลูกทั้ง 2 คนให้อภัยตนเอง

ทั้งนี้ เป็นเพราะตนติดเหล้า และติดเสพยาบ้าอย่างหนักมานานนับ 10 ปี จนระยะหลังประมาณ 1 สัปดาห์ มีอาการหลอนหวาดระแวงไปทุกเรื่อง แต่เวลาไม่เมายาบ้าและเหล้าก็ไม่มีอาการ และขอชดใช้กรรมในคุก เมื่อพ้นโทษออกมาจะขอบวชอุทิศบุญส่วนกุศลให้ภรรยาตลอดชีวิตที่มาจบชีวิตด้วยมือของตนเอง
สอบสวน นางสำลี อายุ 65 ปี แม่ของคนร้าย ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุลูกชายกำลังนั่งกินบะหมี่อยู่ที่โต๊ะใต้ถุนบ้านได้เพียงไม่กี่คำ จู่ๆ ก็ได้คว้ามีดพร้าที่วางอยู่บนโต๊ะฟันที่ท้ายทอยของลูกสะใภ้จนล้มลงเสียชีวิตต่อหน้าลูกหลานและพ่อแม่ ก่อนวิ่งหลบหนีไปในทุ่งนา

ตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หัวอกผู้เป็นแม่ยังไงก็รักลูก จะชั่วดีก็ลูก ส่วนความผิดก็ว่ากันไปในทางกฎหมายของบ้านเมือง และอยากให้ลูกกลับเนื้อกลับตัวรักษาอาการตัวเองอยู่ในคุก และเมื่อพ้นโทษออกมาก็อยากให้บวชและเขาก็สัญญากับแม่แล้ว ส่วนหลาน 2 คน ตนเองในฐานะเป็นยายก็จะดูแลต่อไป เพราะแม่ตาย พ่อก็มาติดคุก

ทั้งนี้ พล.ต.ต.พิษณุ อุณหเสรี ผบก.ภ.จ.อุดรธานี กล่าวว่า ผู้ต้องหาหลังจากสร่างเมาก็ได้สำนึกผิด จุดธูปขอขมาบริเวณที่ภรรยาเสียชีวิต หลังจากทำแผนประกอบคำรับสารภาพเสร็จ ควบคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย และอยากฝากถึงพี่น้องประชาชน หากมีเบาะแสเรื่องยาเสพติดให้รีบแจ้งมาทางตำรวจ เพราะเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งในการก่อเหตุสลดครั้งนี้
พบ”เสื้อส้ม”ปริศนาซุกใต้กอไผ่ คล้าย”เสื้อผู้ต้องสงสัย”คดีชมพู่ ตร.รุดตรวจ
 
พบ”เสื้อส้ม”ปริศนาซุกใต้กอไผ่ คล้าย”เสื้อผู้ต้องสงสัย”คดีชมพู่ ตร.รุดตรวจ

เจอเศษผ้าขาวคล้ายเสื้อตกใกล้กันด้วย – จากกรณีปมปริศนาการเสียชีวิตของน้องชมพู่ เด็กหญิง 3 ขวบ ที่หมู่บ้านกกกอก ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร หลังหายจากบ้านวันที่ 11 พ.ค. และพบเป็นศพบนเขาภูเหล็กไฟ วันที่ 14 พ.ค. ยังเป็นเงื่อนงำสงสัยการตาย เพราะไม่เชื่อว่าเด็กจะเดินขึ้นไปตายเองได้ โดยมีพยานเห็นผู้ต้องสงสัยใส่เสื้อสีส้มมาอุ้มน้องชมพู่ไปก่อนหน้านี้นั้น
 
คืบหน้าคดี น้องชมพู่ ล่าสุด วันที่ 21 ก.ค. มีชาวบ้านมาพบผ้าสีส้ม ลักษณะคล้ายเสื้อสีส้มและแถบขาว บริเวณใต้กอไผ่ติดกับ ร่องน้ำ ห้วยบุ่ง ใกล้กับสวนยางชาวบ้าน บ้านกกกอก โดย ตร.สภ.กกตูมเข้าตรวจสอบ สภาพคือ ผ้าสีส้มนี้ อยู่ในลักษณะ ซุกอยู่ใต้ขอนไม้ ใกล้กับกอไผ่ และใกล้กันยังพบ เศษผ้าคล้ายเสื้อสีขาว ตกอยู่ใกล้กัน

 
หลังจากทราบเรื่อง นางสาวิตรี และ นายอนามัย วงศ์ศรีชา พ่อและแม่น้องชมพู่ มาดูที่เกิดเหตุ ระบุว่า ดูจากสภาพเสื้อ เป็นคล้ายเสื้อที่แจกกับรถไถ แต่ไม่แน่ใจว่าของใคร และมีสภาพเก่าแล้วจนปลวกขึ้น ไม่น่าจะมีใครนำมาซุกซ่อนไว้ แต่ไม่รู้ว่ามาจากไหน ซึ่งบริเวณนี้ใกล้จุด ร่องน้ำหากฤดูฝนน้ำจะไหลผ่าน แต่ช่วงที่น้องหายคือน้ำแห้ง ไม่รู้ว่าเสื้อนี้มาจากไหน ถ้าหากมีคนมาซุกไว้ ไม่น่าจะเป็นไปได้ และถือว่านี่คือหลักฐานสำคัญอย่างหนึ่ง

ทางด้านนายนิ่ม นาเงิน ผู้ใหญ่บ้านกกกอก เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากชาวบ้านที่มาเก็บหน่อไม้ ช่วงเช้า เพราะจุดที่พบใต้กอหน่อไม้ จากนั้นก็แจ้งตร.เข้ามาตรวจสอบ ซึ่งจุดนี้ ไม่เคยมีใครเข้ามาค้นหาหลักฐานมาก่อน


ขอขอบคุณเรื่องจาก เรื่องเล่าเช้านี้   
หวั่นโควิดระบาด!! เกณฑ์ทหาร ให้ญาติติดตามลุ้นได้แค่คนเดียว


หวั่นโควิดระบาด!! เกณฑ์ทหาร ให้ญาติติดตามลุ้นได้แค่คนเดียว

วันที่ 18 ก.ค. 63 พ.ท.ขวัญเอก รัชดาธนวัฒน์ ผบ.ร.17 พัน 4 สั่งการเจ้าหน้าที่เร่งจัดเตรียมความพร้อมของสถานที่ภายในค่ายขุนจอมธรรม ต.เชียงบาน อ.เชียงคำ จ.พะเยา สำหรับใช้เป็นสถานที่ตรวจเลือกทหารกองเกินเข้าประจำการ ประจำปี 2563 ระหว่างวันที่ 27 และ 29 ก.ค.

พ.ต.สานิตย์ ห่วงศร สัสดี อ.เชียงคำ กล่าวว่า การตรวจเลือกทหารกองเกินเข้าประจำการ ประจำปี 2563 ทาง อ.เชียงคำ จะทำการตรวจเลือกจำนวน 2 วัน คือ วันที่ 27 และ 29 โดยปีนี้ใช้สถานที่ภายในค่ายขุนจอมธรรม เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จึงต้องเฝ้าระวังและจัดวางแผนอย่างรัดกุมให้เหมาะสม

ด้าน พ.ต.จีรศักดิ์ จันทร์แจ่มแจ้ง นายทหารฝ่ายยุทธการ ร.17 พัน 4 กล่าวว่า ทางค่ายได้ให้นโยบายเตรียมความพร้อมและวางแผนให้เป็นระบบอย่างดี โดยปีนี้มีผู้เข้ารับการตรวจเลือกทหารกว่า 600 คน
“ในการดำเนินการวันตรวจเลือกฯ ทางค่ายก็จะจัดให้มีจุดคัดกรองตามจุดที่กำหนดไว้ ขณะเดียวกันทางนายอำเภอเชียงคำ ได้ขอความร่วมมือทุกหมู่บ้านประชาสัมพันธ์เรื่องญาติผู้ติดตามบุคคลที่เข้ารับการตรวจเลือกทหาร หากครอบครัวใดมีบุตรหลานเข้ารับการตรวจเลือก ให้มีผู้ติดตามได้เพียง 1 คน ต่อ 1 ราย เท่านั้น และผู้ติดตามจะมีที่พักให้ภายในค่ายทหาร เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันไม่ให้มีการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่ของการตรวจเลือกแห่งนี้อย่างเคร่งครัด”