เปิดรายชื่อ 5 สายการบิน คนไทยกลับมาจากประเทศไหนบ้าง แล้วไม่ยอมกักตัว


เปิดรายชื่อ 5 สายการบิน คนไทยกลับมาจากประเทศไหนบ้าง แล้วไม่ยอมกักตัว 

กรณีผู้โดยสารชาวไทย ปฏิเสธเข้าสู่กระบวนการกักตัวของรัฐ ทำให้เกิดเหตุวุ่นวายที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ก่อนที่ทั้งหมดจะถูกปล่อยให้กลับบ้าน โดยถูกกำชับให้กักตัวที่บ้าน 14 วัน แม้จะมีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณสุขคัดค้านก็ตาม

ต่อเรื่องที่เกิดขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เตรียมเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการด่วน ในเวลา 09.00 น. วันที่ 4 เม.ย. หลังกระทรวงการต่างประเทศ ฝ่าฝืนคำสั่งออกเอกสารให้คนเดินทางเข้าประเทศ

ทั้งนี้จากการตรวจสอบทราบว่า ผู้โดยสารที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และไม่ยอมกักตัวในครั้งนี้ มีจำนวน 166 คน ประกอบด้วย เที่ยวบิน TG 641 จากญี่ปุ่น จำนวน 16 คน , NH 847 จากญี่ปุ่น จำนวน 19 คน , SQ 976 จากสิงคโปร์ จำนวน 44 คน , JL31 จากญี่ปุ่น 76 คน และ GR 832 จากกาตาร์ 11 คน
สุวรรณภูมิวุ่น! ชาวไทยนับร้อยไม่ยอมกักตัว แถมคนมีไข้ใช้ช่วงชุลมุนหนีไป 3 คน


สุวรรณภูมิวุ่น! ชาวไทยนับร้อยไม่ยอมกักตัว แถมคนมีไข้ใช้ช่วงชุลมุนหนีไป 3 คน

คนไทยกว่า 100 คน ไม่ยอมกักตัวในที่รัฐบาลจัดไว้ให้ แถมอาศัยช่วงชุลมุนหลบหนีไปได้ 3 คน
หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีคำสั่งให้กระทรวงการต่างประเทศ ชะลอการเดินทางเข้าประเทศของคนไทยและคนต่างชาติ ตั้งแต่ 2-15 เม.ย. นี้
ล่าสุด (3 เม.ย.) เมื่อเวลา 20.00 น. ยังพบว่ามีคนไทยและชาวต่างชาติ ยังเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ โดยกลุ่มคนไทยมากกว่า 100 คน ได้ปฏิเสธที่จะเข้ารับการกักตัวตามมาตรการของรัฐบาล ในสถานที่ที่จัดไว้รอรับที่ อ.สัตหีบ และ โรงแรมอีก 2 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร โดยอ้างว่าไม่ทราบว่ามีมาตรการดังกล่าว

กลุ่มผู้โดยสารที่เดินทางมาถึงสุวรรณภูมิ เรียกร้องให้รัฐบาลส่งตัวแทนมาชี้แจง และทำท่าจะลุกลามเป็นการชุมนุมต่อต้านเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ต่อมาเจ้าหน้าที่ทหารระดับพลตรีได้เข้ามาคุมสถานการณ์ และเปิดการเจรจากับผู้เดินทาง
 
ใช้เวลาเจรจาประมาณ 20 นาที ก่อนจะอนุญาตให้ทุกคนเดินทางกลับบ้านได้ โดยกำชับให้ทุกคนต้องกักตัวเอง 14 วัน แม้ว่าเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขจะคัดค้าน แต่ไม่สามารถควบคุมตัวผู้เดินทางทั้งหมดได้

นอกจากนี้ มีรายงานจากกระทรวงสาธารณสุขด้วยว่า ผู้โดยสารที่ออกไปมีคนมีไข้ซึ่งถูกกักไว้ 3 คน อาศัยจังหวะชุลมุนหลบหนีการกักตัวออกจากสนามบินไปด้วย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดหลังจากที่มีการละเมิดคำสั่งทั้งคำสั่งชะลอการเดินทางเข้าประเทศ และการไม่ยอมรับการกักตัวในสถานที่รัฐกำหนด นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการด่วนในวันพรุ่งนี้ เวลา 09.00 น.
ขอขอบคุณ
ภาพ :INN
4 เม.ย.เปิดยกเลิกลงทะเบียน รับเงิน 5,000 บาท 6 วันทะลุ 23.4 ล้านราย


4 เม.ย.เปิดยกเลิกลงทะเบียน รับเงิน 5,000 บาท 6 วันทะลุ 23.4 ล้านราย

คลัง เปิดยกเลิกลงทะเบียน เราไม่ทิ้งกัน รับเงิน 5,000 บาท เริ่ม 4 เม.ย. ยอด 6 วันทะลุถึง 23.4 ล้านราย ส่วน 8 เม.ย.ส่งเอสเอ็มเอสแจ้ง ใครได้สิทธิ์ 5,000 บาทบ้าง

วันที่ 3 เม.ย. นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการเปิดรับลงทะเบียนตามมาตรการเยียวยา 5,000 บาท (3 เดือน) ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 28 มี.ค.ถึงวันที่ 2 เม.ย.2563 มีผู้มาลงทะเบียนแล้ว 23.4 ล้านราย

โดยการลงทะเบียนในแต่ละวันสรุปได้ ดังนี้

วันที่ 28 มี.ค.2563 ลงทะเบียน 8.5 ล้านราย วันที่ 29 มี.ค.2563 ลงทะเบียน 10.2 ล้านราย วันที่ 30 มี.ค.2563 ลงทะเบียน 3.2 ล้านราย วันที่ 31 มี.ค.2563 ลงทะเบียน 1.1 ล้านราย วันที่ 1 เม.ย.2563 ลงทะเบียน 7.2 แสนราย และวันที่ 2 เม.ย. 2563 ลงทะเบียน 6.6 แสนราย

ภาพรวมจำนวนผู้มาลงทะเบียนในแต่ละวันมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และในช่วงเวลากลางคืนมีปริมาณการเข้าใช้งานน้อย ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย.2563 เว็บไซต์ www.เราไม่ทิ้งกัน.com จะเริ่มปรับเวลาการลงทะเบียนใหม่ เพื่อพัฒนาการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น โดยจะเปิดรับลงทะเบียนเฉพาะในช่วงเวลา 06.00-23.59 น. ของทุกวัน
นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ระบบจะเปิดให้ยกเลิกการลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย.2563 เช่นเดียวกัน
ในส่วนของผู้ลงทะเบียนที่ให้ข้อมูลถูกต้องครบถ้วน ผ่านการตรวจสอบและคัดกรองตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว จะมีการทยอยส่ง SMS เพื่อแจ้งผลการลงทะเบียน ทั้งผู้ที่ได้รับสิทธิและไม่ได้รับสิทธิ ตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย.2563 เป็นต้นไป

ในการนี้ ผู้ได้รับสิทธิขอให้รอรับเงินโอนเข้าบัญชี หรือพร้อมเพย์ที่ได้ลงทะเบียนไว้ ส่วนผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิสามารถเข้าไปตรวจสอบสาเหตุได้ที่ www.เราไม่ทิ้งกัน.com
แก่งคอย-ขอนแก่น -ผวาโควิด-19 ทั้งขบวน สาวใหญ่ก่อเหตุป่วนบ้วนน้ำลายลงพื้นรถไฟ


แก่งคอย-ขอนแก่น -ผวาโควิด-19 ทั้งขบวน สาวใหญ่ก่อเหตุป่วนบ้วนน้ำลายลงพื้นรถไฟ

(3 เม.ย.) งานควบคุมการเดินรถแขวงขอนแก่น รายงานเหตุขบวนรถท้องถิ่น 431 แก่งคอย-ขอนแก่น ตรวจสอบผู้โดยสารที่สถานีโนนสูงเข้าข่ายสงสัยติด โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือ โควิด-19 ขบวนรถท้องถิ่นที่ 431 แก่งคอย- ขอนแก่น ซึ่งมี นายยงยุทธ ทองอ่อน เป็นพนักงานขับรถ และ นายวิโรจน์ ทองพิมพ์ เป็นพนักงานรักษารถ

โดยเมื่อขบวนรถมาถึงในพื้นที่สถานีโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา นายสถานีโนนสูงได้รับแจ้งว่าพบผู้โดยสารไม่มีตั๋วโดยสาร ไม่สวมหน้ากากอนามัยป้องกันและมีพฤติกรรมแพร่กระจายเชื้อโรคโดยการบ้วนน้ำลายลงบนพื้นขบวนรถ นายสถานีโนนสูงจึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา มาตรวจสอบ

จากการตรวจสอบพบว่า ผู้โดยสารดังกล่าวชื่อ นางสาวมุกดา อายุ 53 ปี ชาวจังหวัดขอนแก่น มีประวัติเป็นผู้ป่วยจิตเวช เจ้าหน้าที่ทำการตรวจวัดอุณหภูมิครั้งแรกได้ 37.9 องศาเซลเซียส ตรวจวัดครั้งที่ 2 ได้ 37.5 องศาเซลเซียส

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้นำไปควบคุมและติดตามที่สาธารณสุขอำเภอโนนสูงจังหวัดนครราชสีมา และทำการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคบนขบวนรถไฟ 431 ทั้งขบวนเพื่อเป็นการป้องกันเชื้อโควิด-19 ทำให้ขบวนรถไฟต้องล่าช้าไป 85 นาที
แท็กซี่ติดเชื้อโควิด-19 กลับบ้านที่สุรินทร์ตอนป่วย ชาวบ้านกังวลถึงแม้จะตายที่กรุงเทพฯ

แท็กซี่ติดเชื้อโควิด-19 กลับบ้านที่สุรินทร์ตอนป่วย ชาวบ้านกังวลแม้ตายที่กรุงเทพฯ

ผู้สื่อข่าวประจำ จ.สุรินทร์ รายงานว่า ผู้ป่วยโรคโควิด-19 ของ จ.สุรินทร์ จำนวน 8 ราย แต่ละคนอาการเริ่มดีขึ้นตามลำดับ และบางคนได้รักษาตัวจนหายดีไม่พบเชื้อโควิด-19 แล้ว แพทย์จึงอนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว 2 ราย เหลือผู้ป่วยในโรงพยาบาลอีก 6 ราย แต่ถึงแม้หมอจะให้กลับบ้านได้ ก็ต้องกลับไปกักตัวต่อที่บ้านอีก 14 วัน เพื่อความปลอดภัย

ส่วนกรณี ชายอายุ 55 ปี อาชีพขับรถสาธารณะที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นผู้ป่วยเสียชีวิตที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1 เม.ย.63 ที่ผ่านมานั้น จากการสอบสวนโรคพบว่า ก่อนเสียชีวิตได้เดินทางไปที่บ้านปะ หมู่ที่ 12 ต.จอมพระ อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 15 มี.ค.63 และได้ไปซื้อของตลาดเย็น อ.จอมพระ เพื่อทำกับข้าวกินกับครอบครัวญาติพี่น้อง พิมพ์ซองงานศพญาติ เข้าธนาคาร ธกส.จอมพระ ซึ่งผู้ป่วยมีไข้ อสม.ให้ไปหาหมอแต่ไม่ไป ได้ซื้อยามาทานเอง หลังจากนั้นผู้ป่วยอาการดีขึ้น จึงได้เดินทางกลับที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 18 มี.ค.63

และเมื่อวันที่ 29 มี.ค.63 ภรรยาผู้ป่วยโทรมาแจ้งญาติพี่น้องว่า ผู้ป่วยอาการหนัก เมื่อวันที่ 30 มี.ค.63  แพทย์วินิจฉัยว่าติดเชื้อโควิด-19 ขณะนี้เข้าขั้นวิกฤติ และเสียชีวิต เมื่อวันที่ 1 เม.ย.63 ที่ผ่านมา ซึ่งผู้ป่วยนั้นมีอาชีพขับรถแท็กซี่อยู่ที่ กทม. ทำให้ประชาชนหวั่นวิตกกลัวติดเชื้อ  เพราะผู้ป่วยเดินทางไปในหลายแห่งหลายสถานที่ ทำให้บรรยากาศที่อำเภอจอมพระเงียบเหงาไปถนัดตาโดยเฉพาะที่หมู่บ้านปะ ที่พบว่ามีผู้ติดเชื้อไปอาศัยอยู่

นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ได้ชี้แจ้งและเปิดเผยว่า มีผู้ที่เข้ามาอำเภอจอมพระ ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จริง ซึ่งเป็นคนขับแท็กซี่ บ้านปะ อำเภอจอมพระ เสียชีวิตที่กรุงเทพฯ ก็ต้องบอกว่าจริง ซึ่งลูกเมียติดเชื้อด้วย ทั้งหมดนอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลราชวิถี สำหรับผู้เสี่ยงสัมผัส ทั้งหมด ผอ.รพ. จอมพระ ส่งคนเข้าประกบกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่ 18 มีนาคม 2563 ถึงวันนี้ พ้นระยะกักตัว 14 วันแล้ว ผู้เสี่ยงสัมผัสทั้งหมดยังไม่มีใครมีอาการป่วย แต่ก็ไม่ประมาทให้กักตัวดูอาการต่อ

ด้าน นายวรชัย ศรีสุวรรณวัฒนา นายอำเภอจอมพระ เปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตนั้น เป็นคนบ้านปะ ได้ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ประกอบอาชีพขับแท็กซี่ และได้เดินทางมาที่บ้านปะ เมื่อวันที่ 15 มี.ค.63 เพื่อมาร่วมงานบุญกระดูกของทางญาติ และเดินทางกลับในวันที่ 18 มี.ค.63 แต่ภายหลังจากกลับได้โทรมาบอกญาติว่าตนได้ป่วยเป็นโรคโควิด และทางอำเภอทราบข่าวจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจอมพระ ไปตรวจสอบ ในช่วงที่ผู้ป่วยโรคโควิดนั้นสัมผัสใครบ้าง

 และเดินทางไปที่ไหนบ้าง จากการสอบพบว่า มีผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย 19 คน และที่อยู่ห่างๆอีก 33 คน เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบวัดไข้แล้วไม่พบอาการป่วยแต่อย่างไร ซึ่งได้มีการกักตัว 14 วันจนครบกำหนดของราชการกำหนดไว้ แล้วให้กักตัวเพิ่มอีก 7 วัน เพื่อความสบายใจทุกฝ่าย พร้อมทั้งยังมีมาตรการตั้งด่านชุมชนตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อคัดกรองกลุ่มเสี่ยงสูงออกจากหมู่บ้าน พร้อมทั้งได้มีการพ่นฆ่าเชื้อบริเวณบ้านปะ ที่ธนาคาร ธกส. และตลาดจอมพระ ที่ผู้ติดเชื้อเดินทางไปเรียบร้อยแล้ว
ช็อกทั้งโรงแรม! หนุ่ม นศ.ดับปริศนา ใต้บันได จนท.ต้องใส่ชุด PPE ชันสูตร


ช็อกทั้งโรงแรม! หนุ่ม นศ.ดับปริศนา ใต้บันได จนท.ต้องใส่ชุด PPE ชันสูตร 

นศ.ดับปริศนา วันที่ 3 เม.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ช้างเผือก จ.เชียงใหม่ ได้รับแจ้งเหตุมีคนเสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุ บริเวณใต้บันไดที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ในตัวเมืองเชียงใหม่ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.กิตติพงษ์ เพ็ชรมุณี ผกก.สภ.ช้างเผือก แพทย์เวร รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ และเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิรวมใจเชียงใหม่

ที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจ แพทย์ และเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องสวมชุด PPE เพื่อป้องกันโรค จากการตรวจสอบพบศพ นายดำรงศักดิ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี ชาว อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ นอนคว่ำหน้า จากการตรวจสอบตามร่างกายไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยถูกทำร้ายแต่อย่างใด คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 8 ชั่วโมง จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้เคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตออกจากจุดเกิดเหตุ

จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ตายเรียนอยู่ปีที่ 4 และรับจ้างทำงานเฝ้าโรงแรมกะกลางคืน เพื่อส่งตัวเองเรียนหนังสือ ซึ่งกำลังจะจบการศึกษาในเทอมนี้ โดยผู้ตายมีโรคประจำตัวหอบหืด และโรคหัวใจ เป็นคนอ้วน เมื่อวานก็เพิ่งไปหาหมอรับยารักษาตัวเอง เมื่อคืนที่ผ่านมาผู้ตายก็มาทำงานตามปกติ และเข้านอนเวลา 02.00 น.พอตอนเช้าก็พบเป็นศพดังกล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าน่าจะเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัว เนื่องด้วยช่วงนี้อากาศร้อนมากทำให้โรคประจำตัวกำเริบก็อาจจะเป็นได้ อย่างไรก็ตามจะได้ส่งศพไปชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดอีกครั้ง ก่อนมอบให้ญาติไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป
กาฬสินธุ์พบหญิงติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มอีกราย เหตุดื่มน้ำแก้วเดียวกับเพื่อนที่ป่วย



กาฬสินธุ์พบหญิงติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มอีกราย เหตุดื่มน้ำแก้วเดียวกับเพื่อนที่ป่วย

ผู้ว่าฯ กาฬสินธุ์แถลงพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด -19 เพิ่ม1 ราย รับประทานอาหารและกินน้ำแก้วเดียวกันกับเพื่อนชาวจังหวัดหนองคายผู้ติดเชื้อและเดินทางกลับมาด้วยกัน  ทำให้มีผู้ป่วยติดเชื้อสะสมรวม 3 ราย ย้ำอย่าตื่นตระหนก พร้อมสั่งเอ็กซ์เรย์กลุ่มเดินทางกลับจากกทม.และจังหวัดปริมณฑล รวมทั้งประชากรทุกคนในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์

เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 2 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา ที่ศูนย์ต้านโรคติดต่อไว้รัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19 ศาลากลาง จ.กาฬสินธุ์ นายชัยธวัช เนียมศิริ ผวจ.กาฬสินธุ์ ,นพ.ประมวล ไทยงามศิลป์ ผอ.โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ และ นพ.พรพัฒน์ ภูนากลม รองนายแพทย์สาธารณสุข จ.กาฬสินธุ์ ร่วมกันแถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) จ.กาฬสินธุ์ ประจำวันที่ 2 เมษายน 2563 โดยล่าสุดพบมีผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มอีก 1 ราย เป็นหญิงอายุ 25 ปี ชาว อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งติดจากเพื่อนที่เป็นผู้ป่วยซึ่งได้รับการยืนยันใน จ.หนองคาย ทำให้ยอดสะสมผู้ป่วยติดเชื้อในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์รวมเป็น 3 ราย

นายชัยธวัช เนียมศิริ ผวจ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ป่วยดังกล่าวเข้าระบบแล้ว ทั้งนี้มีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์เฝ้าระวังสอบสวนโรคสะสม 77 ราย ผลตรวจไม่พบเชื้อ 65 ราย รอผล 9 ราย พบเชื้อ 3 ราย  สำหรับผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่เป็นเขตโรคติดต่ออันตรายมีจำนวน 51 ราย อยู่ในช่วงกักตัว 14 วันจำนวน 16 ราย สิ้นสุดแล้ว 35 ราย กลุ่มเดินทางจากประเทศระบาดต่อเนื่องจำนวน 88 ราย ติดตามตัวได้ทั้งหมด อยู่ในช่วงกักตัว 39 ราย สิ้นสุดแล้ว 49 ราย ส่วนประชาชนที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ และจังหวัดปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา ล่าสุดมีจำนวน 14,131 ราย กระจายอยู่ใน 18 อำเภอ ซึ่งทุกคนจะมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ให้คำแนะนำให้ปฏิบัติตัวตามมาตรการอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการกักตัวอยู่บ้านให้ครบ 14 วัน

นายชัยธวัช กล่าวอีกว่า ในวันนี้ทางคณะกรรมการควบคุมโรค จ.กาฬสินธุ์ ยังได้ประชุมร่วมกัน เพื่อที่จะปรับแผนมาตรการให้สอดรับกับการประกาศเคอร์ฟิว รวมทั้งการกำหนดมาตรการยกระดับในการป้องกัน โดยทุกภาคส่วนจะร่วมมือกับอปท.ทุกแห่งลงพื้นที่เอ็กซ์เรย์ประชาชนที่เดินทางกลับจากกรุงเทพฯ และจังหวัดปริมณฑลทั้งหมด 14,131 ราย กำชับให้ปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัด หากไม่ให้ความร่วมมือและฝ่าฝืนจะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังต้องเอ็กซ์เรย์ประชาชนชาว จ.กาฬสินธุ์ทุกคน โดยจะต้องแยกคนกลุ่มเสี่ยง กลุ่มกักตัวให้ชัดเจนแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามจากการประเมินของคณะกรรมการฯจ ากวันนี้จนไปถึงวันที่ 15 เมษายน 2563 คาดว่าในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์จะมีผู้ป่วยไม่เกิน 10 ราย ซึ่งทุกหน่วยงานจะต้องเตรียมความพร้อม ทั้งอุปกรณ์ และบุคลากรไว้

ขณะที่นายแพทย์ประมวล ไทยงามศิลป์ ผอ.โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ กล่าวว่า สำหรับผู้ป่วยทั้ง 3 รายในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ โดยรายแรกรักษาครบ 10 วัน ปัจจุบันมีไข้ต่ำเล็กน้อย ภาพรวมปกติดี หากครบระยะการรักษาก็สามารถกลับบ้าน แต่ต้องกักตัวเองที่บ้านอีก 30 วัน รายที่ 2 เข้ารักษาครบ 8 วัน ภาพรวมอาการปกติดี ในส่วนรายล่าสุดผลการตรวจยืนยันวันที่ 2 เมษายน 2563 สัมผัสกับเพื่อนที่ทำงานอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งอาการทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ไม่มีไข้
สูงวัยหายห่วง...คอลลาเจนไดเปปไทด์ตัวช่วยเรื่องกระดูกและข้อ !


สูงวัยหายห่วง...คอลลาเจนไดเปปไทด์ตัวช่วยเรื่องกระดูกและข้อ !

เมื่ออายุมากขึ้น สัญญาณของกระดูกและข้อต่อต่าง ๆ ก็จะเริ่มถามหา เริ่มเดินมีเสียงที่เข่า เจ็บแปลบ ปวดเอว หรือปวดหลัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณที่ควรดูแลเอาใจใส่ตั้งแต่เนิ่น ๆ และคนไทยส่วนใหญ่ยังเข้าใจเพียงแค่ การดูแลกระดูกและข้อเสริมแคลเซียมก็เพียงพอแล้ว ทั้งที่จริง ๆ แล้วการเสริมด้วยคอลลาเจนก็เป็นส่วนคำคัญเช่นกัน

ในช่วงอายุ 25-30 ปีจะเป็นช่วงที่กระดูกมีมวลหนาแน่นมากที่สุดเนื่องจากมีการสะสมมาตั้งแต่วัยเด็ก แต่หลังจากที่เราเริ่มอายุได้ 30 ปีขึ้นไป มวลกระดูกของเราก็จะเริ่มลดน้อยลงเรื่อย ๆ แต่ทางออกก็คือ เราสามารถลดอัตราการสูญเสียมวลกระดูกลงได้ด้วยการรับประทานคอลลาเจนเสริมควบคู่ไปกับการรับประทานแคลเซียม เนื่องจากคอลลาเจนจะทำหน้าที่เหมือนเสาให้แคลเซียมเกาะเพิ่มความแข็งแรงให้กับกระดูก และเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายได้ โดยเฉพาะในกระดูก ข้อกระดูก กระดูกอ่อน หลอดเลือด รวมถึงผิวหนัง

ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำคอลลาเจนมาใช้กับผู้ที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมหรือในผู้ที่มีภาวะกระดูกบางหรือกระดูกเปราะด้วย โดยเฉพาะ “คอลลาเจนไดเปปไทด์” เพราะจากงานวิจัยล่าสุดเราได้พบว่าคอลลาเจนไดเปปไทด์นั้นสามารถช่วยในเรื่องกระดูกและข้อได้ ดังนี้


  •     ช่วยป้องกันการเสื่อมของกระดูกอ่อนและยับยั้งการบางลงของกระดูกอ่อน
  •     ช่วยยับยั้งการเสื่อมของเซลล์คอนโดไซด์ (Chondrocytes) ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างกระดูกอ่อน
  •     ช่วยกระตุ้นการสร้างไกลโคสะมิโนไกลแคน (Glycosaminoglycan) ซึ่งมีคุณสมบัติดูดน้ำ จึงทำให้เนื้อเยื่อข้อต่อสามารถทนทานต่อแรงกดดันได้
  •     ช่วยเพิ่มน้ำในข้อต่อ ทำให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นและไม่เกิดการขัดกัน
  •     ช่วยลดการเปลี่ยนแปลงเซลล์กระดูกที่ผิดปกติในหนูทดลองที่เป็นโรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) จึงมีส่วนช่วยลดภาวะความเสื่อมของข้อ
  •     สามารถช่วยลดการอักเสบและอาการเจ็บปวดจากการเคลื่อนไหวในบริเวณเซลล์กระดูกอ่อนได้ (จากการศึกษาของ University of Tübingen ประเทศเยอรมนี ที่ทำการทดลองในประชากรที่มีภาวะข้อเสื่อมจำนวน 2,000 คน ที่ได้รับคอลลาเจนที่ผ่านกระบวนการย่อยให้เล็กลงในปริมาณ 5 กรัมต่อวัน ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 เดือน)
  •     ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก ทำให้กระดูกแข็งแรง
  •     ช่วยควบคุมการทำงานของเซลล์ที่ทำหน้าที่ทำลายกระดูก (Osteoblast) และเซลล์ที่สร้างกระดูก (Osteoclasts) ให้ทำงานได้อย่างสมดุลเนื่องจากกระบวนการสร้างกระดูกจะมีการสลายและการสร้างทดแทนกันอยู่ตลอดเวลา

คอลลาเจนไดเปปไทด์คืออะไร ?

คอลลาเจนไดเปปไทด์ (Collagen dipeptide) คือ นวัตกรรมใหม่ของการสกัดคอลลาเจน (ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาเจน) ที่ถูกพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบของ “ไดเปปไทด์” ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่มีกรดอะมิโนที่เป็นโครงสร้างหลักของคอลลาเจนเรียงต่อกันเพียง 2 ตัวเท่านั้น จึงทำให้โมเลกุลมีขนาดเล็กมากเฉลี่ยเพียง 200 ดาลตัน ทำให้ไม่จำเป็นต้องถูกย่อยที่กระเพาะอาหาร แต่จะถูกลำเลียงและดูดซึมที่ลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือดและเข้าตรงสู่เซลล์เป้าหมายอย่างเซลล์ผิวหนัง เซลล์กระดูก และเซลล์กระดูกอ่อนได้

กล่าวแบบนี้ผู้อ่านหลายท่านอาจจะงง ๆ ถึงที่มาที่ไปหรืออาจไม่ทราบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาเจนที่วางขายกันมันมีอยู่ด้วยกันหลายแบบหลายเกรด ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็ต้องอธิบายว่า ตามปกติแล้วในเส้นใยโปรตีนคอลลาเจนทั่วไปในอาหาร เช่น หนังสัตว์ อาจจะมีโมเลกุลใหญ่กว่า 300,000 ดาลตัน เมื่อนำมาผ่านกระบวนการย่อยลดขนาดจะได้เป็น “คอลลาเจนเปปไทด์สายยาว” และถ้าย่อยให้เล็กลงอีกด้วยการใช้เอนไซม์บางชนิดมาตัดสายคอลลาเจนที่สกัดออกมาได้ให้เป็นสายสั้น ๆ ก็จะได้เป็น “คอลลาเจนเปปไทด์สายสั้น” ที่มีโมเลกุลขนาด 2,000 ดาลตัลที่พร้อมดูดซึม (ดูดซึมได้ช้า) และเมื่อย่อยให้เล็กลงจนเหลือกรดอะมิโนเรียงต่อกัน 3 ตัว ก็จะได้เป็น “คอลลาเจนไตรเปปไทด์” ที่จะมีโมเลกุลเฉลี่ย 500-1000 ดาลตัน (ซึ่งจะดูดซึมได้ปานกลาง) แต่ด้วยการคิดค้นและพัฒนารูปคอลลาเจนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดจึงได้มีการย่อยลดขนาดให้เล็กลงอีกจนเหลือเพียงกรดอะมิโนเรียงต่อกัน 2 ตัว ก็จะได้เป็น “คอลลาเจนไดเปปไทด์” ที่มีโมเลกุลเฉลี่ยเล็กมากเพียง 200 ดาลตันเท่านั้น ซึ่งสามารถดูดซึมได้เร็วและมากกว่าคอลลาเจนไตรเปปไทด์หลายเท่าตัว (แม้ขนาดโมเลกุลจะต่างกันไม่มากก็ตาม)




VeselCollagen วีเซลคอลลาเจนไดเปปไทด์ คอลลาเจนที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้เร็วกว่าคอลลาเจนไตรเปป ไทด์ถึง 55 เท่าเพราะลําเลียงและดูดซึมที่ลําไส้เล็กเข้าสู่กระแส เลือดได้เลย ไม่จําเป็นต้องถูกย่อยที่กระเพาะอาหารคราวนี้ ร่างกายก็จะสามารถดูดซึมและนําไปใช้งานได้อย่างรวดเร็ว พร้อมประสิทธิภาพที่ได้รับอย่างเต็มที่นั่นเองสอบถามปรึกษาแอดไลน์เลย



ปิดแบงก์ไทยพาณิชย์สาขา จัตุรัสจามจุรี หลังพบพนักงาน ติดโควิด-19



ปิดแบงก์ไทยพาณิชย์สาขา จัตุรัสจามจุรี หลังพบพนักงาน ติดโควิด-19 

ไทยพาณิชย์สั่งปิดสาขา “จัตุรัสจามจุรี” หลังพบพนักงานชั่วคราว ติดโควิด-19 เผยรับเชื้อจากคนในครอบครัว สั่งพนักงานในพื้นที่กักตัว ปิดธนาคารฆ่าเชื้อ

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารได้รับแจ้งว่า มีพนักงานชั่วคราวที่ปฏิบัติงานที่ สาขาจัตุรัสจามจุรี ได้รับการตรวจและยืนยันจากแพทย์ว่าติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เมื่อคืนนี้ คาดว่าได้รับเชื้อจากบุคคลในครอบครัว และกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยพนักงานคนดังกล่าวได้เข้ามาที่ทำงาน ในวันที่ 30 มีนาคม 2563 เป็นวันสุดท้าย

ทั้งนี้ ธนาคารดำเนินการตามแผนปฏิบัติการฉุกเฉิน โดยได้ปิดสาขาจตุรัสจามจุรี เพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข เป็นเวลา 3 วัน และได้ให้พนักงานที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ดังกล่าวกักตนอยู่กับบ้าน (Self-quarantine at Home) และสังเกตอาการเป็นเวลา 14 วัน โดยมีการติดตามรายงานสุขภาพอย่างใกล้ชิดทุกวัน

โดยธนาคารมีความห่วงใยในสุขภาพของลูกค้าและพนักงานธนาคาร โดยให้ความสำคัญขั้นสูงสุดในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และได้ดำเนินการตามมาตรฐานด้านสุขภาพอนามัยอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัย และสวัสดิภาพของพนักงานและลูกค้าเป็นสำคัญ
นายกฯ แจงเวลาประกาศ เคอร์ฟิวทั่วประเทศ เริ่ม 3 เม.ย. แถลงทางการเย็นนี้


นายกฯ แจงเวลาประกาศ เคอร์ฟิวทั่วประเทศ เริ่ม 3 เม.ย. แถลงทางการเย็นนี้ 

วันนี้ (2 เม.ย.) เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล เผยแพร่ผลการประชุมของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมว่า




นายกรัฐมนตรี ย้ำการสั่งการให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกัน ทำงานด้วยความช่วยเหลือกัน ไม่ขัดแย้ง และเสนอคณะรัฐมนตรีในทุกมาตรการ โดยนายกรัฐมนตรีได้หารือ และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณามาตรการรองรับทางเศรษฐกิจโดยต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ครบถ้วน
เช่น ตราสารหุ้น การบรรเทาหนี้ การดำเนินการระบบภาษี ลดภาษี เมื่อสถานการณ์ยุติ ต้องมีมาตรการเพื่อการฟื้นฟู ด้านการลงทุนต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ทั้งนี้ การดำเนินการในส่วนของงบประมาณ ต้องเป็นการพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งค่อนข้างมีขั้นตอน ละเอียด และต้องใช้เวลา

ในส่วนของสินค้าทางการแพทย์ เตียง หน้ากาก N95 ชุด PPE นายกรัฐมนตรีสั่งการให้จัดหาให้เพียงพอต่อความต้องการ และส่วนการนำเข้าสินค้าทางการแพทย์ มีขั้นตอนในการดำเนินการ แต่เรื่องภาษีนำเข้าได้รับการแก้ไขแล้ว การจะซื้อสินค้าผ่านระบบรัฐต่อรัฐหรือ G to G



เช่น กับประเทศจีน มีขั้นตอนที่ประเทศจีนจะต้องรับรองบริษัทจึงจะผ่านระบบได้ จึงเป็นส่วนที่ต้องทำความเข้าใจกับสังคม ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยแจ้งว่าได้ดำเนินการร่วมการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม บริหารจัดการด้านการขนส่ง และกระจายหน้ากากอนามัยผ่านระบบการสื่อสาร เพื่อหน้ากากอนามัยถึงปลายทางโดยเรียบร้อย

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีขอให้ทุกหน่วยงานทำความเข้าใจกับประชาชน ในการดำเนินการส่วนหนึ่งส่วนใด มีกฎระเบียบ ขั้นตอน รายละเอียดปลีกย่อย ที่ต้องร่วมพิจารณา เพราอาจเกิดผลกระทบต่อส่วนรวมได้ จึงขอให้ทุกหน่วยงานสร้างความเข้าใจกับประชาชน ผ่านทุกช่องทางการสื่อสารของรัฐ เช่น เพจไทยคู่ฟ้า ไม่ให้เกิดการบิดเบือน เป็นประเด็นทาง Social Media ในส่วนของผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาล ยังรวมกลุ่ม นั่งดื่ม ขอให้หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายพิจารณาลงโทษอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการที่รัฐบาลกำหนด
การเดินทางเข้าประเทศไทยนั้น

นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ชะลอการเดินทางจากต่างประเทศจนถึง 15 เมษายน เพื่อเตรียมพื้นที่ State Quarantine และเพื่อให้ทุกคนผ่านการประเมินทางสุขภาพอย่างครบถ้วน ในการเดินทางผู้เดินทางต้องมีเอกสารกรอกข้อมูลการเข้าประเทศ ผ่านการประเมินสุขภาพ มีเอกสาร fit to fly และสั่งการให้ ศบค. นำข้อมูลมาวิเคราะห์ วางแผนให้ถี่ถ้วน


เพราะเมื่อเดินทางเข้าประเทศมาแล้ว จะต้องหามาตรการมาควบคุมให้รัดกุม แก้ปัญหาบุคคลเสี่ยงที่หายไประหว่างเดินทางไปยังสถานที่ Quarantine หรือที่พัก ส่วนการ กลับประเทศไทยของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ขอให้ชะลอตามที่แจ้งข้างต้น และพิจารณาพื้นที่รองรับการทำ State Quarantine สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศตรวจสอบไปยังต้นทางการเดินทางว่ามีนักเรียนจำนวนเท่าไหร่ จัดให้ทะยอยกลับ เพื่อให้พื้นที่รองรับสู่ State Quarantine เพียงพอ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเข้าใจดีถึงความกังวลของนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองที่อยากเดินทางกลับประเทศ จึงขอให้กระทรวงการต่างประเทศ สาธารณสุข และมหาดไทยร่วมดูแล ให้มีแนวทางรองรับที่ชัดเจน มาตรการป้องกัน และช่วยเหลือประชาชนภายในประเทศ นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยควบคุมด่านไม่ให้เกิดความแออัด ซึ่งขณะนี้ด่านทางบกปิดหมดแล้ว แต่ยังมีคนมารอเข้า-ออก และควบคุมพื้นที่ที่รับผิดชอบอย่างเข้มงวด กระทรวงมหาดไทยแจ้งด้วยว่าพร้อมดำเนินการสร้างความเข้าใจกับประชาชนผ่านหอกระจายข่าว

ในการประชุมครั้งนี้ นายกรัฐมนตรี แจ้งเรื่องการยกระดับมาตรการในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มเติมโดยกำหนดเคอร์ฟิวทั่วประเทศระหว่างเวลา 22.00-04.00 น. ตั้งแต่วันศุกร์นี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ ยกเว้นผู้มีความจำเป็นที่จะต้องเดินทาง ได้แก่ บุคคลากรทางการแพทย์ การขนส่งเวชภัณฑ์ การขนส่งผู้ป่วย การขนส่งด้านพลังงาน และการขนย้ายประชาชนสู่พื้นที่ควบคุม เป็นต้น
ลุงกักตัวยังไม่ครบ 14 วัน ผูกคอตาย น้อยใจเพื่อนบ้านไม่คบหา กลัวแพร่โควิด-19


ลุงกักตัวยังไม่ครบ 14 วัน ผูกคอตาย น้อยใจเพื่อนบ้านไม่คบหา กลัวแพร่โควิด-19

( 2 เม.ย.63 ) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ร่วมกตัญญูพุเตย ศราวุธ โชติวรรณ ได้โพสต์รูปภาพ พร้อมข้อความ “ผูกคอ...ระหว่างกักตัว 14 วัน” โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 1 เม.ย.2563 เวลาประมาณ 22.20 น. ร่วมกตัญญูพุเตยได้รับแจ้งว่ามีผู้เสียชีวิตจากสาเหตุผูกคอตัวเองตาย ที่เกิดเหตุบ้านซับสมบูรณ์ ม.8 ต.ซับสมบูรณ์ อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ พบผู้เสียชีวิตชายนอนอยู่กับพื้นดิน เชือกที่ใช้ผูกคอถูกญาติตัดขาดเพื่อนำตัวลงมาช่วยเหลือ ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่พบบาดแผลของการถูกทำร้าย

สอบถามทราบว่าผู้ตายเพิ่งกลับมาจากทำงานต่างจังหวัด อยู่ระหว่างการกักตัวเอง 14 วันเพื่อเฝ้าระวังโรคโควิด-19 ก่อนตายได้บ่นว่าไปหาใครเขาก็ไม่ค่อยอยากคุยด้วยเพราะอยู่ระหว่างกักตัวเอง เมียก็ตายไปแล้ว ลูกก็โตแล้ว ไม่ห่วงอะไรแล้ว ประกอบกับมีอาการเมาสุราเนื่องจากเป็นคนชอบดื่ม ซึ่งอาจเป็นสาเหตุในการปลิดชีพตัวเอง

ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบที่บ้านหลังดังกล่าว ซึ่งเหตุเกิดที่บ้านใหม่ซับเจริญ ต.ซับสมบูรณ์ อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ ส่วนผู้ลงมือก่อเหตุผูกคอตายจนเสียชีวิต ทราบชื่อคือ นายเสน อายุ 55 ปี มีอาชีพรับจ้างสูบส้วม ก่อนหน้านี้ได้เดินทางไปรับจ้างสูบส้วมในพื้นที่จังหวัดชุมพร แล้วเดินทางกลับมาเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา ด้วยมาตรการจังหวัดให้ผู้ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดทำการกักตัวอยู่กับบ้านเป็นเวลา 14 วัน ทำให้ นายเสน  จำเป็นต้องกักตัวอยู่กับบ้าน

จากการสอบถาม นายสำเริง อายุ 64 ปี เพื่อนบ้านของผู้ตาย เล่าว่า เป็นเรื่องจริงที่ชาวบ้านเห็นว่าผู้ตาย กลับจากทางภาคใต้ จึงไม่อยากให้เข้าใกล้ โดยนายเสน ไปทำงานรับจ้างอยู่ที่จังหวัดชุมพร เมื่อกลับมาบ้าน ก็ออกไปพบเพื่อนฝูงตามปกติ เพราะเป็นคนชอบดื่มสุรา หลายคนก็ขอร้องไม่ให้นายเสนมาหาที่บ้านเพราะกลัวจะมีการระบาดของเชื้อไวรัส ขณะที่บางรายแค่เดินผ่านหน้าบ้าน ก็มีชาวบ้านพูดต่อว่า ประกอบกับนายเสนเอง ภรรยาได้เสียชีวิตลงแล้ว เคยบ่นว่าอยากจะบวช อีกทั้งเป็นคนชอบดื่มสุรา จึงน่าจะเกิดความน้อยใจที่ชาวบ้าน ไม่คบหาด้วยในช่วงนี้ จึงก่อเหตุผูกคอตายดังกล่าว ซึ่งคืนวันเกิดเหตุ นายเสนนั่งดื่มสุราอยู่กับเพื่อนรวม 3 คน แต่หลังจากเพื่อนไปเอาฟืนมาก่อไฟ พอกลับมาก็พบว่า นายเสนก็มาก่อเหตุผูกคอตายดังกล่าว

ขณะที่ นางจรรยา อายุ 57 ปี เพื่อนบ้าน  ก็ยอมรับว่า มีชาวบ้าน ไม่อยากจะให้นายเสน ไปหาเพราะอยู่ในช่วงกักตัว อยากให้อยู่แต่ในบ้านเพื่อเฝ้าดูอาการ แต่ผู้ตายมักจะเดินไปหาเพื่อนๆ ที่รู้จัก เพื่อจะไปดื่มสุรา  เมื่อชาวบ้านเห็นก็มีการพูดเพื่อให้กลับเข้าบ้าน ส่วนตนเองก็ไม่ได้รังเกียจผู้ตายแต่อย่างใด
โดยล่าสุดทางโรงพยาบาลวิเชียรบุรี ได้สอบสวนโรค พบว่าผู้ตายไม่มีประวัติเป็นไข้ จึงให้ญาตินำกลับไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านแล้ว
วันที่ 2 "พายุฤดูร้อน" 30 จว.รับมือ "ฝน-ลม-ฟ้าผ่า" บางแห่งมีลูกเห็บตก


วันที่ 2 "พายุฤดูร้อน" 30 จว.รับมือ "ฝน-ลม-ฟ้าผ่า" บางแห่งมีลูกเห็บตก

อุตุฯ เผยไทยตอนบนมี "พายุฤดูร้อน" โดยมีลักษณะพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฟ้าผ่า และอาจมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ เตือนประชาชนระวังอันตราย ส่วนกลางวันไทยตอนบนยังคงมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด "กทม.-ปริมณฑล" ลมแรง ฝุ่นควันน้อยลง "ภาคเหนือ" อากาศลอยตัวได้ไม่ดี ฝุ่นละอองสะสม-หมอกควันมาก

เมื่อวันที่ 2 เม.ย.63 กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณประเทศไทยตอนบนมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้ กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าว ระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ ใกล้สิ่งปลูกสร้างและป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกัน และระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย


ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา เมื่อเวลา 04.00 น. หย่อมความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ในขณะที่บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศลาวและทะเลจีนใต้ ส่งผลทำให้มีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น
ฝุ่นละอองขนาดเล็ก ฝุ่นละอองในระยะนี้ ลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีกำลังแรง ทำให้การสะสมของฝุ่นละออง/หมอกควันยังคงน้อย ส่วนภาคเหนือตอนบนอากาศลอยตัวขึ้นได้ไม่ดีในตอนเช้า เกิดการสะสมฝุ่นละออง/หมอกควันมาก ส่วนมากทางตอนบนของภาค
พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ อากาศร้อนถึงร้อนจัดหลายพื้นที่ กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง ส่วนมากบริเวณจังหวัดอุตรดิตถ์ พิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร กำแพงเพชร และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 20-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 39-43 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศร้อนถึงร้อนจัด โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงและลูกเห็บตกบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดอุดรธานี หนองบัวลำภู บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 37-41 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศร้อนถึงร้อนจัดหลายพื้นที่ โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี และสระบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 25-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 37-42 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศร้อนโดยทั่วไป โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 26-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-39 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) อากาศร้อน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 23-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) อากาศร้อน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดพังงา กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-39 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 27-28 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 33-39 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.