8.4.64

ป่วนทุกวงการ! ผู้ป่วยโควิดเต้นหน้าเวทีหมอลำดัง แนะกลุ่มเสี่ยงกักตัว สังเกตอาการ

 


 ป่วนทุกวงการ! ผู้ป่วยโควิดเต้นหน้าเวทีหมอลำดัง แนะกลุ่มเสี่ยงกักตัว สังเกตอาการ

วันที่ 8 เม.ย.2564 เพจเฟซบุ๊ก รพ.สต.วงพักเกวียน จังหวัดชัยภูมิ โพสต์แจ้งระบุว่า เนื่องจากคืนวันที่ 7 เมษายน 2564 มีวงหมอลำของระเบียบวาทะศิลป์ มาแสดงที่บ้านบัวพักเกวียน และได้มีผู้คนเดินทางมาจากต่างพื้นที่เพื่อมาชมหมอลำ รวมถึงมีผู้ป่วยผลตรวจยืนยืนว่าเป็นโรคโควิด-19 ซึ่งผู้ป่วยทราบผลภายหลัง ได้มาร่วมชมหมอลำด้วย” ขณะนี้รอยืนยันไทม์ไลน์



ดังนั้นฝากแจ้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ทราบว่าหากใครได้ร่วมชมหมอลำดังกล่าว ให้ทำการสังเกตอาการตัวเอง 14 วัน หากพบอาการผิดปกติ ไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส หอบเหนื่อย ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ รพ.สต.ทราบทันที

สาธารณสุขอำเภอภูเขียว ระบุว่า กลุ่มเสี่ยง คือผู้ร่วมงานบริเวณด้านหน้าเวทีฝั่งขวา หลังเครื่องมิ๊กเสียง ช่วงเวลา 21.00-22.00 น. โดยประมาณ ของวันที่ 7 เมษายน 2564
แนะนำแนะนำให้กลุ่มเสี่ยงกักตนเองเบื้องต้น 5 วัน เพื่อสังเกตอาการ เมื่อครบ 5 วันหากมีอาการให้ติดต่อ รพ.สต.ใกล้บ้าน เพื่อทำการตรวจ ที่ ARI คลินิก โรงพยาบาลภูเขียวเฉลิมพระเกียรติ และกักตัวจนครบ 14 วัน


5.4.64

ประโยชน์ของกาแฟที่มีต่อสุขภาพ และวิธีการดื่มที่เหมาะสม

 


ประโยชน์ของกาแฟที่มีต่อสุขภาพ และวิธีการดื่มที่เหมาะสม

เครื่องดื่มยอดนิยมของคนทั้งโลกปฏิเสธไม่ได้เลยว่านั่นก็คือ กาแฟ เพราะนอกจากจะมีรสชาติเป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดาคนที่ชื่นชอบแล้ว หากดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ ประโยชน์ของกาแฟก็จะเกิดขึ้นแก่ร่างกายผู้ดื่มอย่างแน่นอน ซึ่งวันนี้เราจะพาคุณไปดูกันนะคะว่าประโยชน์ของกาแฟมีอะไรบ้าง และจะมีวิธีดื่มกาแฟอย่างไรให้เหมาะสม

ประโยชน์ของกาแฟ

    ช่วยให้หายง่วง กระตุ้นการตื่นตัว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือขณะขับรถยนต์
    ช่วยในการเผาผลาญอาหาร สลายไขมันได้ เพราะคาเฟอีนจะไปช่วยกระตุ้นการทำงานของเมตาโบลิซึม
    หากทานในปริมาณที่พอเหมาะ อนุมูลอิสระที่มีอยู่ในกาแฟจะช่วยให้แก่ช้า ชะลอการเสื่อมโทรมไม่ให้แก่ก่อนวัย
    ช่วยลดอัตราเสี่ยงการเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ มะเร็งในช่องปาก ฯลฯ
    ลดอาการปวดหัวและไมเกรนปวดศีรษะ เพราะคาเฟอีนช่วยขยายหลอดเลือด ระงับอาการปวด

วิธีดื่มกาแฟให้เหมาะสม

1.ดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ นั่นคือประมาณวันละ 2 แก้ว และควรดื่มให้ถูกเวลา โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมในการดื่มกาแฟมากที่สุดคือ 10 โมงเป็นต้นไป และช่วงบ่ายก็คือ บ่าย 2 เพราะคาเฟอีนจะช่วยกระตุ้นการตื่นตัวได้อย่างเต็มที่ หลังจากนั้นประมาณ 4 โมงเย็นเป็นต้นไปแล้ว ไม่ควรดื่มกาแฟอย่างเด็ดขาด เพราะอาจทำให้นอนไม่หลับในตอนกลางคืนได้ การดื่มในปริมาณที่พอเหมาะยังช่วยลดอาการเครียด อาการหงุดหงิดหรืออาการซึมเศร้าได้อีกด้วย

2.ไม่ควรดื่มกาแฟสำเร็จรูป ควรดื่มกาแฟแบบไม่ใส่น้ำตาล ครีมเทียม เพราะมีทั้งน้ำตาลและไขมันส่วนเกิน นานวันไปอาจเป็นอันตรายกับสุขภาพได้ ควรชงกินเอง โดยใส่กับนมไขมันต่ำ น้ำตาลน้อยๆ อาจเป็นน้ำผึ้งก็ได้ ซึ่งจะเป็นผลดีกับร่างกายมากกว่า และยังถือเป็นการลดโอกาสเกิดน้ำตาลในเลือดหรือคอเลสเตอรอลในเลือด รวมถึงโรคอ้วนด้วยนั่นเอง

3.ไม่ควรดื่มในขณะท้องว่าง และไม่ควรดื่มแทนอาหารมื้อหลัก เพราะในกาแฟมีสารเร่งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร หากดื่มในตอนท้องว่างก็จะทำให้เกิดอาการท้องอืด ซึ่งอาจเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ อีกทั้งยังทำให้ร่างกายอาจได้สารอาหารไม่ครบ หากดื่มแทนอาหารมื้อหลัก ดังนั้น ควรดื่มหลังอาหารจะเหมาะสมกว่า

4.ไม่ควรหักดิบเลิกดื่มกาแฟแบบกะทันหัน โดยเฉพาะผู้ที่ดื่มกาแฟอยู่เป็นประจำ การเลิกดื่มกาแฟแบบหักดิบในทันที จะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ อ่อนเพลียและง่วงนอนได้ นอกจากนี้ เนื่องจากกาแฟมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ จึงควรดื่มน้ำตามหลังการดื่มกาแฟทุกครั้งเพื่อชดเชยน้ำที่จะต้องถูกขับออกมา

เห็นกันแล้วนะคะว่าประโยชน์ของการดื่มกาแฟมีดีต่อร่างกายอย่างไรบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องดื่มในปริมาณที่พอดีและดื่มในเวลาที่เหมาะสมด้วย เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างแท้จริง

หรือเลือกดื่มกาแฟที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล เช่น วีเซลคอฟฟี่




ขอขอบคุณ

ภาพ :istock,pexels.com


31.3.64

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรคนจน เดือนเมษายน 2564 เงินเข้าเท่าไหร่บ้าง?

 


บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรคนจน เดือนเมษายน 2564 เงินเข้าเท่าไหร่บ้าง?บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรคนจน เดือนเมษายน 2564 เงินเข้าบัตรเมื่อไหร่ กระเป๋าตังไหนบ้างต้องเช็กที่นี่

ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรคนจน เดือนเมษายน 2564 ถึงแม้เงินพิเศษจากโครงการเราชนะที่ได้เงินครบ 7,000 บาท และเงินพิเศษอีก 500 บาท นาน 3 เดือน จะสิ้นสุดไปแล้ว แต่ว่ารัฐบาลก็ยังให้เงินอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือทั้งค่าซื้อสินค้า ค่าน้ำ-ค่าไฟ ส่วนวงเงินจะเข้าวันไหนบ้างไปดูพร้อมๆ กัน

วันที่ 1 เมษายน 2564 เงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 

  • เงินซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภค ได้คนละ 200-300 บาทต่อเดือน  ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทุกคน
  • ค่ารถโดยสารสาธารณะ ได้คนละ 500 บาทต่อเดือน ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทุกคน
  • วงเงินซื้อก๊าซหุงต้ม 45 บาท (45 บาท 3 เดือนรูดลดค่าก๊าซได้ 1 ครั้ง)

วันที่ 18 เมษายน 2564 เงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

  • เงินช่วยเหลือ ค่าน้ำประปา ไม่เกินคนละ 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน

ผู้มีสิทธิ์ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ลงทะเบียนรับสิทธิ์เรียบร้อย และครอบครัวมีการใช้น้ำประปาไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด

  • เงินช่วยเหลือ ค่าไฟฟ้าได้ ไม่เกินคนละ 230 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน

ผู้มีสิทธิ์ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ลงทะเบียนรับสิทธิ์เรียบร้อย และครอบครัวมีการใช้ไฟฟ้าไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด

ส่วนผู้ถือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรคนจน ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินอุดหนุนค่าไฟฟ้า สามารถลงทะเบียนได้ผ่านทางเว็บไซต์ MEA สำหรับการชำระเงินค่าไฟฟ้ากับการไฟฟ้านครหลวงนั้น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องจ่ายเงินเองไปก่อน จากนั้นกรมบัญชีกลางจะโอนเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐคืนในภายหลัง

วันที่ 22 เมษายน 2564 เงินเขาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 

ผู้พิการที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรคนจนจะได้รับเบี้ยความพิการเพิ่มเติม 200 บาท ต่อเดือน

  • ผู้พิการที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี โอนเข้าบัญชีธนาคาร 1,000 บาทต่อเดือน (จากเดิม 800 บาทต่อเดือน)
  • ผู้พิการที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โอนเข้าบัญชีธนาคาร 800 บาท และจะได้รับเบี้ยความพิการเพิ่ม 200 บาทต่อเดือน

กรมบัญชีกลางได้กำหนดวันจ่ายเบี้ยความพิการเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในเดือนต่อๆ ไป ประมาณวันที่ 22 ของเดือน โดยเริ่มตั้งแต่เดือน พ.ย. 63-ก.ย. 64

 

 

16.3.64

อาชีพสุดรุ่ง-สุดร่วง ในยุคสังคมสูงวัย

 


อาชีพสุดรุ่ง-สุดร่วง ในยุคสังคมสูงวัย

จากการคาดประมาณขององค์การสหประชาชาติ (United Nations) ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยในระดับสุดยอด (super-aged society) ในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งหมายถึงว่าประชากรประมาณ 1 ใน 3 จะมีอายุมากกว่า 60 ปี การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ของประเทศแล้วยังจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่

โดยเฉพาะในด้าน “ตลาดแรงงาน” ของประเทศอีกด้วยในบทความนี้ คณะผู้เขียนมีความตั้งใจที่จะนำเสนอประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่หลายท่านอาจไม่ทราบมาก่อนว่า บางอาชีพอาจจะ “รุ่ง” ในขณะที่บางอาชีพอาจจะ “ร่วง” ในยุคสังคมสูงวัย

สาเหตุสำคัญเกิดจากการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของทักษะในการทำงานที่แตกต่างกันในอาชีพต่าง ๆ เมื่อแรงงานมีอายุเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากการเข้าสู่ยุคสังคมสูงวัย โดยบางอาชีพ แรงงานจะมีทักษะและมีผลิตภาพ (productivity) ที่เพิ่มขึ้นจากการมีอายุเฉลี่ยที่สูงขึ้น (“ยิ่งสูงวัย ยิ่งเก๋า”)

ในขณะที่บางอาชีพจะเป็นตรงกันข้ามคือมีทักษะและมีผลิตภาพ (productivity) ที่ลดลงจากการมีอายุเฉลี่ยที่สูงขึ้น (“ยิ่งสูงวัย ยิ่งเฉา”) ในบทความนี้คณะผู้เขียนจะนำผลงานวิจัย ที่คณะผู้เขียนได้ศึกษาถึงผลกระทบของการเข้าสู่สังคมสูงวัยต่อผลิตภาพในอาชีพต่าง ๆ ในประเทศไทย

โดยคณะผู้เขียนได้นำกระบวนการวิจัยของ Cai และ Stoyanov (2016) มาประยุกต์ใช้กับข้อมูลการสํารวจภาวะการทํางานของประชากรในอาชีพต่าง ๆ ในประเทศไทย พ.ศ. 2562 ของสํานักงานสถิติแห่งชาติ

สำหรับกลุ่มอาชีพที่ยิ่งสูงวัย ยิ่งเก๋า กลุ่มอาชีพเหล่านี้จะเป็นกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของทักษะทางปัญญา (cognitive skills) บางประเภท โดยทักษะทางปัญญาที่จะเพิ่มขึ้นตามอายุ ได้แก่ ทักษะในด้านการสื่อสารด้วยการพูดและการฟังและทักษะในด้านการสื่อสารด้วยการเขียนและการอ่าน

ยกตัวอย่าง เช่น อาชีพนักบริหาร ครูอาจารย์ นักการตลาด นักกฎหมาย และนักบริการ โดยกลุ่มอาชีพเหล่านี้ถูกจัดลำดับว่าจะได้รับประโยชน์จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยในด้านการมีผลิตภาพ (productivity) ที่เพิ่มขึ้นจากการมีอายุเฉลี่ยที่สูงขึ้น

ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า อาชีพเหล่านี้ต้องอาศัยทักษะในด้านการสื่อสารเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำงานให้สำเร็จ ยกตัวอย่าง เช่น อาชีพครูอาจารย์ เป็นอาชีพที่ต้องสั่งสมประสบการณ์ในการรู้จักพูด โดยต้องพูดให้ผู้เรียนไม่ใช่เพียงแต่จดจำบทเรียนได้แต่จะต้องรู้จักพูด ให้บทเรียนนั้น “เข้าไปในใจ” ของผู้เรียนได้อย่างถ่องแท้ หรือแม้แต่นักการตลาด หรือนักบริการ ที่จะต้องเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ในการรู้จักฟัง

โดยการฟังนั้น ไม่ใช่เพียงฟังเพื่อได้ยินคำกล่าวของลูกค้า หรือผู้รับบริการต่าง ๆ แต่จะต้องเป็นการฟังที่เสมือนว่าผู้ฟังนั้นได้เข้าไปนั่ง “อยู่ในใจ” ของลูกค้าหรือผู้รับบริการต่าง ๆ อย่างแท้จริงดังเช่น หลักการ empathize หรือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ของกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (design thinking) นั่นเอง ซึ่งทักษะเหล่านี้จะต้องใช้เวลาในการสั่งสม

สำหรับกลุ่มอาชีพที่ยิ่งสูงวัย ยิ่งเฉา กลุ่มอาชีพเหล่านี้จะเป็นกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากการลดลงของทักษะทางปัญญา (cognitive skills) และทักษะทางกายภาพ (physical skills) บางประเภท โดยทักษะที่จะลดลงตามอายุ ได้แก่ ทักษะในด้านความจำ ทักษะในด้านการรับรู้และตอบสนอง ทักษะในด้านกำลังหรือความอดทนของร่างกาย และทักษะในด้านความคล่องแคล่วรวดเร็วของร่างกาย เป็นต้น

โดยอาชีพที่ถูกจัดลำดับว่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยในด้านการมีผลิตภาพ (productivity) ที่ลดลงจากการมีอายุเฉลี่ยที่สูงขึ้น ได้แก่ อาชีพเกษตรกร คนงานก่อสร้าง ผู้ผลิตและควบคุมเครื่องจักร คนงานเหมืองแร่ และผู้ขับขี่ยานยนต์และเครื่องจักรชนิดเคลื่อนที่ได้ โดยอาชีพเหล่านี้ต้องอาศัยทักษะทางปัญญา (cognitive skills) และ

ทักษะทางกายภาพ (physical skills) ไม่ว่าจะเป็นทักษะในด้านการรับรู้และตอบสนองสำหรับผู้ผลิตและควบคุมเครื่องจักรหรือผู้ขับขี่ยานยนต์และเครื่องจักรชนิดเคลื่อนที่ได้ หรือแม้กระทั่งทักษะในด้านกำลังหรือความอดทนของร่างกายสำหรับอาชีพเกษตรกร

ดังนั้น การรู้จักปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เป็นทางเลือกที่ดีสุดสำหรับการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เป็นข้อคิดสุดคลาสสิกจากนักวิจัยในด้านวิวัฒนาการ และนักธรรมชาติวิทยาชื่อดัง ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ดังนั้น ทางออกของทางตันที่ดีสุด คือการยอมรับ และตระหนักว่า “ทางมันตัน” และเริ่มต้นเดินทางใหม่ ๆ

ซึ่งสำหรับกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ที่มีโอกาสได้รับผลกระทบเชิงลบจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย คงหมายถึงการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ (reskill) หรือการเรียนรู้องค์ความรู้ใหม่ (relearn) ที่อาจจะทำให้ผู้ประกอบอาชีพนั้นยังคงรักษา หรือแม้แต่เพิ่มทักษะและผลิตภาพ (productivity) ให้สูงขึ้นก็เป็นได้

โดยภาครัฐเองก็ต้องมุ่งเน้นให้ความสำคัญในด้านนี้ เพราะทุกคนและทุกอาชีพไม่ได้มี “ทุน” สำหรับการปรับตัวที่เท่ากัน แต่สิ่งหนึ่งที่สรุปได้อย่างแน่นอนก็คือ ถ้าสภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนแล้ว แต่ยัง (พยายาม) ทำทุกอย่างให้เหมือนเดิม ผลลัพธ์ก็จะเป็นตามข้อสรุปของชาร์ลส์ ดาร์วิน ที่ทุกท่านก็ทราบดีว่าคืออะไร

หมายเหตุ – อ้างอิง : Cai, J., & Stoyanov, A. (2016). Population aging and comparative advantage. Journal of International Economics, 102, 1-21.

เช็กสิทธิ์ ลงทะเบียน ม.33 เรารักกัน “ใครได้-ไม่ได้” รับเงิน 4,000 บาท

 


 เช็กสิทธิ์ ลงทะเบียน ม.33 เรารักกัน “ใครได้-ไม่ได้” รับเงิน 4,000 บาท

แรงงาน ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 “คนละครึ่ง” แต่ไม่ได้รับ “เราชนะ” เตรียมลงทะเบียน www.ม.33เรารักกัน.com

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2564 หลังผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ในระบบประกันสังคม ที่มีจำนวนประมาณ 9.2 ล้านคน และเป็นกลุ่มบุคคลที่พลาดสิทธิ์จากมาตรการ “เราชนะ” เนื่องจากไม่จัดอยู่ในเงื่อนไขที่กำหนด โดยรัฐบาลก็ได้ออกมาตรการเยียวยากลุ่มบุคคลดังกล่าว ผ่าน “ม.33 เรารักกัน”

ล่าสุด วันนี้ (21 ก.พ.) www.ม33เรารักกัน.com เปิดให้ลงทะเบียนเพื่อได้สิทธิ์รับเงิน 4,000 บาทา

นางสาวกุลยา ตันติเตมิท รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เผยถึงความคืบหน้า “ม.33 เรารักกัน” ว่า ขณะนี้กระทรวงแรงงานกำลังดำเนินการอยู่เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ โดยรูปแบบการลงทะเบียน การรับโอนเงิน รวมถึงการใช้จ่ายผ่านแอพพลิเคชัน จะใช้ระบบคล้ายกับ “เราชนะ” ซึ่งมีธนาคารกรุงไทย เป็นผู้ดูแล

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินในมาตรการดังกล่าวว่า จะจ่ายเงินให้จำนวนคนละ 4,000 บาท สัปดาห์ละ 1,000 บาท ผ่านแอพพลิเคชั่น “เป๋าตัง” โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนในวันที่ 21 ก.พ. 2564

“ประชาชาติธุรกิจ” สรุปข้อมูลสำหรับเงื่อนไขผู้มีสิทธิ์รับเงินใน “ม.33 เรารักกัน” ว่าใครได้ หรือ ไม่ได้ ดังต่อไปนี้

ผู้มีสิทธิ์ใน “ม.33 เรารักกัน”

  1. มีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี บริบูรณ์
  2. มีเงินฝากในธนาคารไม่เกิน 500,000 บาท
  3. ผู้ที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ในระบบประกันสังคม
  4. ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ “คนละครึ่ง” แต่ไม่ได้รับ “เราชนะ” มีสิทธิ์รับ “ม.33 เรารักกัน” (หากอยู่ในเงื่อนไขข้อ 1, 2, 3)
  5. ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ “เราเที่ยวด้วยกัน” แต่ไม่ได้รับ “เราชนะ” (หากอยู่ในเงื่อนไขข้อ 1, 2, 3)

ผู้ไม่มีสิทธิ์ “ม.33 เรารักกัน”

  1. ไม่มีสัญชาติไทย อายุต่ำกว่า 18 ปี บริบูรณ์
  2. มีเงินฝากในธนาคารเกิน 500,000 บาท
  3. ผู้ที่ไม่ได้เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ในระบบประกันสังคม
  4. เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากได้รับเงินมาตรการ “เราชนะ” แล้ว
  5. ผู้ได้รับสิทธิ์มาตรการ “คนละครึ่ง” และได้รับ “เราชนะ” ไปแล้ว (เนื่องจากไม่มีได้อยู่ใน ม.33 ตั้งแต่แรก)
  6. ผู้ได้รับสิทธิ์มาตรการ “เราเที่ยวด้วยกัน” และได้รับ “เราชนะ” ไปแล้ว (เนื่องจากไม่มีได้อยู่ใน ม.33 ตั้งแต่แรก)

ไทม์ไลน์การรับสิทธิ์

สำหรับไทม์ไลน์การรับสิทธิ์ ดังกล่าว มีดังต่อไปนี้

  • วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
  • วันที่ 21 กุมภาพันธ์ -7 มีนาคม 2564 ลงทะเบียนและตรวจสอบการได้รับสิทธิ  www.ม33เรารักกัน.com
  • วันที่ 8-14 มีนาคม 2564 ธนาคารทำการตรวจสอบข้อมูล รวมทั้งประมวลผลคัดกรอง
  • วันที่ 15-21 มีนาคม 2564 กดใช้งานและกดยืนยันตัวผ่านแอพพลิเคชั่น “เป๋าตัง”
  • วันที่ 22,29 มีนาคม และวันที่ 5,12 เมษายน 2564 ได้รับวงเงินผ่าน “เป๋าตัง” สัปดาห์ละ 1,000 บาท
  • วันที่ 22 มีนาคม 2564 เริ่มใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการกับร้านค้าภายในโครงการเราชนะ
  • วันที่ 31 พฤษภาคม 2564 สิ้นสุดการใช้จ่าย

 

 

 

12.3.64

เราชนะ โอนเงิน “ผู้ไม่มีสมาร์ทโฟน” 1,000 บาท งวด 2 เช็กเลย!

 


เราชนะ โอนเงิน “ผู้ไม่มีสมาร์ทโฟน” 1,000 บาท กระทรวงการคลัง โอนเงิน “เราชนะ” ให้กลุ่มผู้ไม่มีสมาร์ทโฟน งวดที่ 2 วันนี้ (12 มี.ค.) จำนวน 1,000 บาท

วันที่ 12 มีนาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการคลังเริ่มโอนเงินมาตรการ “เราชนะ” ให้กลุ่มต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ หรือ กลุ่มผู้ไม่มีสมาร์ทโฟน งวดที่ 2 วันนี้ (12 มี.ค.) จำนวน 1,000 บาท

การโอนเงินครั้งนี้ สำหรับกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษที่ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 15 – 21 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งเหลือการรับโอนเงินอีก 2 ครั้ง

ส่วนกลุ่มผู้ที่ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 22 กุมภาพันธ์ – 5 มีนาคม 2564 จะทราบผลการคัดกรองคุณสมบัติในวันที่ 15 มีนาคม 2564 และจะได้รับวงเงินสิทธิ์ครั้งแรกในวันที่ 19 มีนาคม 2564

ไทม์ไลน์โอนเงิน

กระทรวงการคลังจะโอนเงินเข้าบัตรประชาชนของผู้ที่ได้รับสิทธิ์ ทุกวันศุกร์ จนครบ 7,000 บาท ตามไทม์ไลน์ ดังนี้

  •     5 มีนาคม 2564 (โอนครั้งแรก) : 4,000 บาท
  •     12 มีนาคม 2564 : 1,000 บาท
  •     19 มีนาคม 2564 : 1,000 บาท
  •     26 มีนาคม 2564 : 1,000 บาท


ร้านค้าใช้สิทธิ์เราชนะได้

ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ สามารถใช้จ่ายผ่าน “บัตรประชาชน” (Smart Card) เพียงใบเดียว โดยใช้สิทธิ์ผ่านผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการฯ ดังนี้

  • ร้านธงฟ้าประชารัฐ ที่มีเครื่อง EDC
  • ร้านถุงเงินธงฟ้าประชารัฐ
  • ร้านค้าเข้าร่วม “คนละครึ่ง”
  • ร้านค้าเข้าร่วม “เราชนะ”
  • ขนส่งสาธารณะ ที่เข้าร่วมโครงการ


วิธีใช้เงินเราชนะ ผ่านบัตรประชาชน

สำหรับวิธีการใช้เงินมาตรการ “เราชนะ” ผ่านบัตรประชาชน มีดังนี้

  •     เสียบบัตรประชาชน
  •     กดรหัสผ่าน 6 หลัก ที่ได้กำหนดไว้

 

11.3.64

ดื่ม "กาแฟ" เท่าไรก็ไม่หายง่วง? อาจเสี่ยง "ภาวะดื้อคาเฟอีน"

 


คาเฟอีน (Caffeine) เป็นสารที่สามารถพบได้ตามอาหาร เครื่องดื่ม เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง เมื่อร่างกายได้รับสารคาเฟอีนแล้ว จะไปเพิ่มสารเคมีในสมอง ช่วยให้ร่างกายตื่นตัว ต่อสู้กับอาการเมื่อยล้า ด้วยเหตุนี่หลายๆ คนจึงหันมาดื่มกาแฟ เพื่อเป็นตัวช่วยในการทำงานของเช้าวันใหม่ แต่สำหรับบางคนที่ดื่มกาแฟในปริมาณเท่าเดิม แต่ร่างกายกลับไม่ตอบสนอง หรือตอบสนองได้น้อยลง

Hello คุณหมอ มีบทความที่น่าสนใจ ที่จะช่วยอธิบาย ภาวะดื้อคาเฟอีน ว่าคาเฟอีนนั้นตอบสนองต่อร่างกายของคนเราอย่างไร และตอบสนองต่อความทนทานต่อคาเฟอีนของร่างกายลดลงจริงหรือไหม
ภาวะดื้อคาเฟอีน (Caffeine tolerance) คืออะไร?


คาเฟอีนเป็นสารที่ไม่ได้ผลิตขึ้นมาเองจากร่างกายตามธรรมชาติ แต่เป็นสารที่เราต้องบริโภคเข้าไป ร่างกายจึงจะได้รับสารนี้ ดังนั้นผู้ที่ได้รับคาเฟอีนในครั้งแรก หรือไม่ได้บริโภคคาเฟอีนติดต่อกันเป็นเวลานาน ร่างกายจะตอบสนองต่อการบริโภคคาเฟอีนได้ดีที่สุด คาเฟอีนจะทำงานได้ดีที่สุด ดังนี้


  •     รู้สึกสบายตัว
  •     ตื่นตัว
  •     เพิ่มพลังงาน
  •     มีสมาธิในการทำงาน


แต่การบริโภคคาเฟอีนในขนาดและปริมาณเท่าเดิมเป็นเวลานานจะทำให้ร่างกายเกิดภาวะดื้อคาเฟอีน เป็นภาวะที่ร่างกายจะตอบสนองต่อคาเฟอีนที่ได้รับน้อยลง จนกระทั่งรู้สึกปกติ แม้ว่าจะบริโภคคาเฟอีนในปริมาณเท่าเดิมก็ตาม เมื่อร่างกายเกิดภาวะดื้อคาเฟอีน หากไม่ได้รับปริมาณคาเฟอีนที่มากขึ้น จะทำให้ร่างกายเกิดความรู้สึกเหนื่อยล้ามากขึ้น
ภาวะดื้อคาเฟอีน ส่งผลต่อร่างกายอย่างไร?

ภาวะดื้อคาเฟอีนเป็นภาวะที่ ร่างกายสามารถทนทานต่อผลกระทบของคาเฟอีนได้ ทำให้คาเฟอีนนั้นออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ ซึ่งส่งผลต่อร่างกายในหลายๆ ด้าน ภาวะดื้อคาเฟอีนนั้นสามารถเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ จริงๆ แล้วคาเฟอีนนั้นทำหน้าที่เสมือน ยาเสพติด เมื่อร่างกายเสพติดคาเฟอีนจนรู้สึกขาดมันไม่ได้ จนเกิดภาวะดื้อคาเฟอีน จะยิ่งทำให้เรานั้นดื่มคาเฟอีนเพิ่มมากขึ้นไปอีก ซึ่งการได้รับคาเฟอีนที่มากเกินไปนั้นอาจส่งผลทำให้ตับทำงานหนัก รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า อดนอน นอกจากนี้การดื่มกาแฟในปริมาณที่มากเกินไป ยังสามารถส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อร่างกายและจิตใจได้

ป้องกันภาวะดื้อคาเฟอีนอย่างไรให้อยู่หมัด?

ภาวะดื้อคาเฟอีนเป็นภาวะที่สามารถรีเซ็ตหรือว่าป้องกันได้ ดังนี้

    กำจัด คาเฟอีน ออกจากระบบในร่างกาย

ผู้ที่ติดคาเฟอีนมากๆ จนเกิดภาวะดื้อคาเฟอีนนั้น จำเป็นที่จะต้องทำการดีท็อกซ์คาเฟอีน เพื่อกำจัดคาเฟอีนออกจากระบบในร่างกาย เมื่อทำการกำจัดคาเฟอีนออกจากร่างกายได้ จนกลับสู่ภาวะปกติ การบริโภคคาเฟอีนในระดับปกติก็จะกลับมาตอบสนองต่อร่างกายเช่นเดิม ซึ่งระยะเวลาในการดีท็อกซ์นั้นก็ขึ้นอยู่กับปริมาณคาเฟอีนที่ได้รับในแต่ละวัน บางคนอาจใช้ระยะเวลาในการดีท็อกซ์ 2 สัปดาห์ แต่สำหรับบางคนที่บริโภคคาเฟอีนในปริมาณที่มากอาจจะใช้เวลาในการดีท็อกซ์ถึง 2 เดือน

    บริโภคคาเฟอีนเป็นครั้งคราว

การบริโภคคาเฟอีนทุกวันทำให้ร่างกายติดคาเฟอีนได้ เช่นเดียวกับการเสพสารเสพติด ซึ่งการบริโภคคาเฟอีนเป็นครั้งคราวเป็นวิธีป้องกันการเกิดภาวะดื้อคาเฟอีนได้ จึงควรเลือกบริโภคคาเฟอีนเมื่อจำเป็นเท่านั้น จึงจะเป็นวิธีที่ดีต่อสุขภาพ


บริโภคคาเฟอีนเท่าไรจึงจะปลอดภัย?

จากการวิจัยพบว่าผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสามารถบริโภคคาเฟอีนได้ถึง 400 มิลลิกรัมต่อวัน ผู้หญิงตั้งครรภ์บริโภคคาเฟอีนได้ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน หรือสูงสุด 300 มิลลิกรัมต่อวัน

หลายๆ คนมีการบริโภคเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นประจำทุกวัน เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง และน้ำอัดลม ซึ่งเครื่องดื่มเหล่านี้เป็นตัวช่วยในการกระตุ้นร่างกายให้มีความตื่นตัว แต่หากรับประทานเป็นเวลานานอาจทำให้ร่างกายทนต่อคาเฟอีนจนไม่ตอบสนองต่อคาเฟอีน ดังนั้นจึงควรดื่มคาเฟอีนเท่าที่จำเป็นเพื่อสุขภาพ

สนับสนุนคนรักการดื่มกาแฟเพื่อสุขภาพ


 สอบถาม สั่งสินค้าที่ http://www.veselhealth.com

 


ขอขอบคุณ
ข้อมูล :ชลธิชา จันทร์วิบูลย์
ภาพ :iStock

17.2.64

แอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” เปิดให้ยืนยันตัวตน วันนี้ (12 ก.พ.) วันแรก ก่อนกดรับสิทธิ์ “เราชนะ” วันที่ 18 ก.พ.

 

แอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” เปิดให้ยืนยันตัวตน วันนี้ (12 ก.พ.) วันแรก ก่อนกดรับสิทธิ์ “เราชนะ” วันที่ 18 ก.พ.

หลังกระทรวงการคลัง เปิดให้กลุ่มผู้ที่เปิดใช้งานแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ได้กดตรวจสอบสิทธิ์ ผ่าน www.เราชนะ.com เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (12 ก.พ.) เป็นวันแรกที่ แอปฯ “เป๋าตัง” เปิดให้ผู้ได้รับสิทธิ์ ยืนยันตัวตนก่อนกดรับสิทธิ์ ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 เพื่อรับเงินทั้งสิ้น 7,000 บาท ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2564

วิธียืนยันตัวตนผ่าน “เป๋าตัง”

  •     เข้าแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง”
  •     เลือกเมนูกด “เราชนะ”
  •     จากนั้นจะมีหน้าจอ ข้อตกลงและเงื่อนไขขึ้นมา ให้อ่านแล้วกด “ยอมรับเงื่อนไข”
  •     ระบุจังหวัดที่พักอาศัยในปัจจุบัน
  •     กดยืนยันจังหวัดที่พักอาศัยในปัจจุบัน ตามที่ได้กรอกไว้ก่อนหน้า

    จากนั้นระบบจะพาไปยังหน้าหลักของ “เราชนะ” พร้อมระบุจำนวนที่ได้รับหรือจำนวนเงินคงเหลือ

วิธีการใช้สิทธิ์ “เราชนะ” ผ่าน “เป๋าตัง”

  •     กดเข้าหน้าหลัก “เราชนะ”
  •     หากต้องการใช้จ่าย ให้กดสแกนคิวอาร์โค้ด เพื่อใช้สิทธิ์
  •     หลังจากสแกน จะมียอดเงินของสินค้าหรือบริการ และให้กดยืนยันสิทธิ์
  •     กดรหัส 6 หลัก เพื่อยืนยันการใช้สิทธิ์
  •     หลังกดใช้สิทธิ์เสร็จสิ้น จะได้สลิปหลักฐานการใช้สิทธิ์ด้วย


สำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิ์ กระทรวงการคลังจะโอนเงินให้ตามไทม์ไลน์ ดังต่อไปนี้
กลุ่มมีแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง”


    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 64 (ตรวจสอบสถานะการใช้สิทธิ์ผ่านเว็บ www.เราชนะ.com)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 64 (เริ่มกดยืนยันรับสิทธิ์ ผ่าน “เป๋าตัง”)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 6412
    วันที่ 4 มีนาคม 64
    วันที 11 มีนาคม 64
    วันที่ 18 มีนาคม 64
    วันที่ 25 มีนาคม 64

8.2.64

 

การงานและอาชีพ มาคุยกันว่า ในปี 2021 ธุรกิจสกรีนเสื้อยังเวิร์คไหม?

ธุรกิจสกรีนเสื้อในปัจจุบันคู่แข่งอยู่มากมาย สำหรับ SME รายใหม่ยังถือว่าเป็นธุรกิจที่น่าสนใจอยู่ไหม? ในยุคนี้ยังเวิร์คไหม? หาคำตอบได้ในบทความนี้
  

ว่าด้วยเรื่องการงานและอาชีพ ธุรกิจสกรีนเสื้อยังเวิร์คไหม? ในปี 2021

 เสื้อผ้า คือ หนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์ ดังนั้นมันนำมาซึ่งธุรกิจเสื้อผ้าที่เราได้เห็นมากมาย การสกรีน (screen) คือ การพิมพ์ลวดลายต่าง ๆ บนวัตถุเพื่อสร้างอัตลักษณ์ความโดดเด่น ยกตัวอย่างเช่น สโมสรฟุตบอล เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ได้รับการสนับสนุนจาก Betway ก็สกรีนชื่อสปอนเซอร์ลงบนเสื้อนั้นเอง การนำเทคโนโลยีการสกรีนมาใส่ลงเสื้อ จึงได้กลายมาเป็นอีกธุรกิจที่น่าสนใจอย่าง ‘ธุรกิจสกรีนเสื้อ’ นั้นเอง

ในปัจจุบันเทคโนโลยีการสกรีนได้เจริญเป็นอย่างมาก สามารถเลือกแบบสกรีนและดำเนินการสกรีนได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง การสกรีนลวดลาย รูปภาพ  หรือชื่อคนลงไปบนเสื้อ จัดทำเป็นของที่ระลึก ของขวัญ ของฝาก หรือเสื้อทีม นับว่ามีความน่าสนใจ สร้างเอกลักษณ์ และที่สำคัญสามารถใช้งานได้จริง ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยทำให้ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์มากมาย เป็นมือใหม่ก็สามารถธุรกิจสกรีนเสื้อได้ โดยใช้เงินเริ่มหลักหมื่นเท่านั้น บางผู้ให้บริการเครื่องมือสกรีนเสนอธุรกิจสำเร็จรูปในราคาราวๆ 20,000 – 30,000 บาทเท่านั้น

ถ้าคิดจะมาประกอบธุรกิจสกรีนเสื้อจริงจังแล้ว ต้องทำการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ให้ดีก่อนต้องรู้จักองค์ประกอบต่างๆ ที่ควรรู้ อาทิ ตัวเสื้อ เนื้อผ้าต่าง ๆ เทคนิคการสกรีน เครื่องสกรีน และอุปกรณ์ที่ใช้หรือ สีที่ใช้ เป็นต้น  เมื่อรู้จักสินค้าแล้ว ก็ต้องรู้จักลูกค้าเป้าหมายด้วย ว่าจะทำการตลาดในกลุ่มใด จะทำให้บริการได้ดี น่าประทับใจ ได้รับการแนะนำปากต่อปากนั้นเอง เมื่อมั่นใจแล้วว่า ของเราดี การตลาดแน่น พร้อมลุย! เมื่อจะเริ่มต้นลงทุนย่อมมีคำถามตามมาว่า ในตอนนี้ธุรกิจที่จะทำไหมในยุดเศรฐกิจแบบนี้ จึงนำมาด้วยคำถามที่ว่า ในปี 2021นี้ ธุรกิจสกรีนเสื้อยังเวิร์คไหม? หาคำตอบได้ในบทความนี้


เสื้อผ้าเป็นสิ่งของที่ต้องใช้งานใช้งานในชีวิตประจำวันก็จริง แต่ก็ถือว่าสินค้าแฟชั่น มักเปลี่ยนแปลงตามความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ ดังนั้นผู้ประกอบการต้องอัพเดทเทรนด์และความนิยมของรูปแบบสินค้า ศึกษาความต้องการตลาด เรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ และนำมาใช้พัฒนาธุรกิจสกรีนเสื้อ เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ธุรกิจมีความยั่งยืนและมั่นคง ไม่ว่าจะในปีนี้หรือปีต่อๆ ไป

สิ่งที่ต้องขาดไม่ได้ในบุดปัจจุบันนี้ คือช่องทางการขายที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างหลากหลาย คือ ช่องทางออนไลน์บนสื่อโซเชียลมีเดียว เช่น เฟสบุ๊ค, อินสตาแกรม, ทวิตเตอร์ หรือ ยูทูป นอกจากยังมีแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ต่างๆ ที่น่าสนใจ เช่น Shoppee หรือว่า Lazada ซึ่งได้รับความนิยมและมีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก ถ้าใครหน้าร้านต้องทำการระบุตำแหน่งที่ตั้งร้านบน Google My Business เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถค้นหาร้านได้ง่ายๆ ทั้งยังเป็นการโปรโมทร้านไปในตัว

แม้ว่า ธุรกิจสกรีนเสื้อ ในปัจจุบันอาจมีคู่แข่งหลายเจ้า แต่ก็ยังถือว่าคงเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ และยังคงเวิร์คอยู่ในปี 2021 นี้ เพราะว่ามีความต้องการจากผู้บริโภคเสมอ แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือร้านต้องสร้างความโดดเด่นและการบริการที่ประทับใจในร้านสกรีนเสื้อของตัวเองให้ได้ เพียงเท่านั้นก็สามารถมั่นใจได้ว่าธุรกิจสกรีนเสื้อจะเวิร์คอย่างแน่นอนไม่ว่ายุคนี้หรือในอนาคต


4.2.64

ตรวจสอบสถานะ ได้เงิน หรือ ไม่ได้เงิน เพียงกรอกข้อมูลของท่านให้ถูกต้องครบถ้วน ในเว็บไซต์เราชนะ

 


ตรวจสอบสถานะ กรุณากรอกข้อมูลของท่านให้ถูกต้องครบถ้วน เพื่อใช้ในการตรวจสอบสถานะ คลิกที่ลิ้ง >> https://rights.เราชนะ.com 


เว็บไซต์ "เราชนะ" เปิดให้กลุ่มประชาชนที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลของแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ตรวจสอบผลการคัดกรองสิทธิ์เงิน 7,000 บาทแล้ว ตั้งแต่วันนี้ 5 ก.พ. 2564


น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เผยว่า การประกาศผลการคัดกรองคุณสมบัติ สำหรับกลุ่มประชาชนที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลของแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ในโครงการคนละครึ่งและเราเที่ยวด้วยกันที่ยืนยันตัวตนสำเร็จภายในวันที่ 27 มกราคม 2564 (กลุ่มประชาชนที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลฯ) สามารถตรวจสอบผลการคัดกรองได้ตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. 2564 ผ่านทางเว็บไซต์ www.เราชนะ.com



 เข้าเว็บไซต์ เราชนะ.com
 กรอกชื่อสกุล เลขบัตร วันเดือนปีเกิด

เชคสิทธิ์
 
กรอกเลขบัตร ชื่อ-สกุล วันเดือนปีเกิด รู้เลยว่าคุณได้รับสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือ จากเราชนะ 7000 บาท คลิก  >> https://rights.เราชนะ.com